หน้าแรก

 
 

ข้อมูลศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้าน ปีงบประมาณ 2551 จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ศูนย์ส่งเสริมการศึกษาเพื่อการพัฒนา

 
 

1. ทบทวนการจัดการองค์ความรู้ด้านเกษตรยั่งยืน

1.1 จุดเริ่ม/ แนวคิดในการจัดการความรู้เกษตรยั่งยืน
การกำหนดเป้าหมายการจัดการองค์ความรู้ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้น จะพิจารณาคัดเลือก “เชิงประเด็น” เป็นอันดับแรก โดยจะวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาของจังหวัดเป็นหลัก และศึกษาวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของจังหวัดเป็นองค์ประกอบด้วยว่า สอดคล้องหรือไม่ ด้วยหวังว่าจะเกิดการมีส่วนร่วมของภาครัฐด้วย และที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่งคือ ควรมีฐานโครงการวิจัยของสกว.ในจังหวัดพอสมควร จากเงื่อนไขดังกล่าว พบว่า ประเด็นที่จะจัดการความรู้ในช่วงแรก ปี 2546-48 มี 2 ประเด็นคือ “เกษตรกรรมยั่งยืน
” และ “การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ”

เนื่องจากการจัดการองค์ความรู้เป็นเรื่องซับซ้อน และตัวความรู้เองก็มีจากหลายแหล่ง ทั้งภายนอกพื้นที่ และในพื้นที่  ไม่ว่าจะเป็นจากงานวิจัย จากประสบการณ์งานพัฒนา จากภูมิปัญญาท้องถิ่น อีกทั้งยังมีองค์ความรู้ที่อยู่ในตัวคน ที่ยังไม่ได้ถูกหยิบยก (Document) ขึ้นมาสื่อสาร ดังนั้นการจัดการจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนก่อน โดยเริ่มจากการทบทวนปัญหา/ เงื่อนไขของพื้นที่ ทบทวนยุทธศาสตร์/ นโยบาย/ แผนงานของส่วนต่าง ๆ เมื่อมีเป้าหมาย หรือประเด็นที่ชัดเจนแล้ว จึงมาตรวจสอบ/รวบรวมข้อมูล/ องค์ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ เพื่อการจัดการสู่การใช้ประโยชน์ หรือแก้ปัญหา หรือพัฒนาสู่เป้าหมาย (ดังภาพ ด้านบน)

1.2 ประเมินสถานการณ์ด้านการเกษตร จ.แม่ฮ่องสอน

    • ด้านกายภาพ  พื้นที่แม่ฮ่องสอนส่วนใหญ่จะเป็นภูเขาและที่สูง พื้นที่ทำการเกษตรมีน้อย และยังไม่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอกับการบริโภคในจังหวัด อีกทั้งมีความยากลำบากในการขนส่งผลผลิตสู่ตลาด บางพื้นที่ในฤดูฝนไม่สามารถเข้าถึงได้
    • ด้านชีวภาพ พืชหลักของจังหวัดได้แก่ ข้าว กระเทียม ถั่วเหลือง ถั่วลิสง และงา การปลูกข้าวนั้นใช้เพื่อการบริโภคเป็นหลัก กระเทียม ถั่วเหลือง ถั่วลิสง และงา ปลูกเพื่อขายเป็นส่วนใหญ่ สำหรับกระเทียมและงา ถือเป็นพืชสัญลักษณ์ ของคนแม่ฮ่องสอน ที่ชาวบ้านมีความรู้ความชำนาญในการปลูกเป็นอย่างดี และยังมีคุณภาพดีกว่าแหล่งอื่น ๆ เช่น กระเทียมสามารถนำไปทำพันธุ์ได้ดี  ส่วนงานั้น สามารถแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มได้หลายแบบ เช่น น้ำมันงา ขนมงา สบู่งา ครีมทาปาก ทาตัว โลชั่น เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีศักยภาพในการปลูกพืช ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่แตกต่างจากที่อื่น ๆ เช่นพืชเมืองหนาว เพราะหลายพื้นที่อยู่บนที่สูง
    • ด้านเศรษฐกิจและสังคม ด้วยมีชนเผ่าที่หลากหลาย เผาใหญ่ ๆ มี 7 เผ่า จึงทำให้มีความแตกต่าง ในวิถีชีวิต วิถีการผลิต เป้าหมายชีวิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนด สังคม/ เศรษฐกิจ คนส่วนใหญ่ เป็น กะเหรี่ยงและไทยใหญ่ ซึ่งมีวิถีชีวิตที่ค่อนข้างเรียบง่าย พอเพียง ที่เอื้อเป็นอย่างยิ่งในการทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืน แม้ว่าปัจจุบันจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกับเยาวชน คนหนุ่มสาว ที่มีค่านิยมในการเลียนแบบการบริโภคมากขึ้น และละเลยคุณค่าภูมิปัญญาดั่งเดิมของชนเผ่าตน แต่สังคมแบบเครือญาติยังคงความเข้มแข็งอยู่ในหลาย ๆ หมู่บ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหมู่บ้านที่อยู่ชายขอบที่ห่างไกล มีหลายหมู่บ้าน ที่ยังไม่รู้จักสารเคมีเกษตร หลายหมู่บ้านกำลังปลื้มกับสารเคมี ที่ใช้ได้ผลรวดเร็วทันใจ หาซื้อง่าย โดยขาดโอกาสที่ได้รับรู้ข้อมูลผลกระทบจากสารเคมีดังกล่าว การผลิตสาขาการเกษตรของจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีความสำคัญอันดับที่ 1  เมื่อเทียบกับส่วนแบ่งในผลิตภัณฑ์มวลรวม (GPP) ของสาขาอื่น ๆ  แต่เมื่อคิดเป็นตัวเงินจะไม่สูงนัก ในปี 2539 มูลค่า GPP ของสาขานี้มีเพียง 1,214 ล้านบาท และมีอัตราเพิ่ม 3.5 ซึ่งต่ำสุดเช่นกัน แสดงว่าพื้นที่การเกษตรของจังหวัดยังมีการขยายตัวน้อยมาก ด้วยข้อจำกัดด้านกายภาพและชีวภาพ ดังที่กล่าวมาแล้ว
1.3 ทบทวนยุทธศาสตร์/ แผนงาน/ กระแสสังคม

อาจกล่าวได้ว่า ประเด็นยุทธศาสตร์/ แผนงาน/ กระแสสังคมสำหรับเกษตรกรรมยั่งยืน ไม่มีปัญหา เพราะหากมองในยุทธศาสตร์ ชาติ (แผนฯ ชาติ ) ยุทธศาสตร์จังหวัด อำเภอ ล้วนตอบรับแนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืน เศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งยังมีนโยบายเรื่องอาหารปลอดภัย ครัวไทยสู่ครัวโลก ก็เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญยิ่ง
ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดยังได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์เชิงรุก ด้านเกษตรกรรมยั่งยืน โดย มีเวที 4 ครั้ง แบ่งเป็น โซนต่าง ๆ (เหนือ กลาง ใต้) ที่ครอบคลุมการเข้ามามีส่วนร่วมของคนทุกคน จนเกิดยุทธศาสตร์ร่วม ดังภาพด้านบน
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาจากการวิเคราะห์ร่วม ระหว่างรัฐ กับ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่ในทางปฎิบัตินั้นอาจจะยังไม่สามารถแปลงยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติได้มากนัก เพราะจะติดปัญหาด้านการจัดการภาครัฐ เพราะโครงการส่วนใหญ่จะเร่งดำเนินการ กระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านอาจถูกละเลยไป

1.4 การดำเนินงานที่ผ่านมา

การดำเนินกิจกรรม/ งาน ที่เกี่ยวเนื่องกับการขับเคลื่อนประเด็น “เกษตรกรรมยั่งยืน” ทั้งในด้านงานวิจัย และพัฒนา ระหว่างปี 2543 - 2547 ประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกัน คือ
ส่วนที่ 1  ด้านแนวทางการขับเคลื่อนของภาคประชาสังคมผ่านเวทีใหญ่ๆ   8  เวที   ได้แก่

  1. เวที “สร้างสรรปัญญา เพื่อพัฒนาแม่ฮ่องสอน”  เมื่อ วันที่ 20 ก.ค. 2543  จัดโดยประชาคมแม่ฮ่องสอน ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยภาค (สกว.ภาค) มีประเด็นการพูดคุยถึงแนวทางการพัฒนาสู่เกษตรยั่งยืนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในเรื่องต่าง ๆ เช่น   การวิเคราะห์ปัญหาเกษตรแผนใหม่ เงื่อนไขสู่ความสำเร็จที่ทำให้เกิดเกษตรยั่งยืน เทคนิค/วิธีการ และทางเลือกที่เหมาะสม เป็นต้น
  2. งานมหกรรมชุมชนเข้มแข็งจังหวัดแม่ฮ่องสอน  เมื่อวันที่ 15-17 พ.ค. 2544  จัดโดยเครือข่ายเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีการพูดคุยถึงประเด็นเกษตรยังยืนในเรื่อง สถานการณ์ด้านการเกษตรในอดีต-ปัจจุบัน และแนวทางการทำการเกษตรที่องค์กรชุมชนต้องการ
  3. เวที “แนวทางและยุทธศาสตร์การจัดการและการใช้ประโยชน์งานวิจัยในจังหวัดแม่ฮ่องสอน”  เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2545  จัดโดยศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมกับ สกว. ในประเด็นเกษตรยั่งยืน เป็นการพูดคุยถึงแนวทางการผลักดัน/ ขับเคลื่อนแนวคิดเกษตรยั่งยืนไปสู่การปฏิบัติจริงของจังหวัดแม่ฮ่องสอนว่าจะทำได้อย่างไร
  4. เวทีวิชาการ “งานมหกรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดแม่ฮ่องสอน ครั้งที่ 2” เมื่อ วันที่ 1-3 มี.ค. 2545  จัดโดยเครือข่ายคณะทำงานเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีการระดมความคิดและมีข้อสรุปในประเด็นเกษตรยั่งยืนเช่น ประเมินสถานการณ์ ปัญหา และศักยภาพในการดำเนินงานที่ผ่านมาทั้งในระดับพื้นที่ และระดับกลุ่ม/ เครือข่าย/ จังหวัด   ได้แนวทางในการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหา การเคลื่อนต่อทั้งในด้านงานพัฒนาและงานวิจัย ทั้งในระดับจังหวัด และระดับอำเภอ และได้กลไกการเคลื่อนงานในแต่ละอำเภอ
  5. เวทีวิชาการ “งานมหกรรมสิ่งดีดี จังหวัดแม่ฮ่องสอน ครั้งที่ 3” เมื่อ วันที่ 24-26 พ.ย. 2545  จัดโดยเครือข่ายคณะทำงานเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีการระดมความคิดและมีข้อสรุปในประเด็นเกษตรยั่งยืน เช่น แลกเปลี่ยนความก้าวหน้าการพัฒนางานเกษตรยั่งยืนของแต่ละอำเภอ วิเคราะห์ปัญหาการดำเนินงานที่ผ่านมาโดยภาพรวม และมีข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์เกษตรยั่งยืนแก่ผู้เกี่ยวข้อง
  6. เวทีวิชาการ “งานสืบสานประเพณีของดีแม่ฮ่องสอน ครั้งที่ 4” เมื่อ วันที่ 27-29 มค. 2547  จัดโดยเครือข่ายคณะทำงานเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่อำเภอแม่ลาน้อย มีการระดมความคิดและมีข้อสรุปในประเด็นเกษตรยั่งยืน เช่น แลกเปลี่ยนความก้าวหน้าการพัฒนางานเกษตรยั่งยืนของแต่ละอำเภอทบทวนเป้าหมายและยุทธศาสตร์เกษตรยั่งยืน ทบทวนกลไกการจัดการ เงื่อนไข / ข้อจำกัดในการปรับเปลี่ยน วิเคราะห์ความต้องการปรับเปลี่ยนสู่เกษตรยั่งยืน จ.แม่ฮ่องสอน และกำหนดแผนงาน กิจกรรมดำเนินการ ในแต่ละด้าน
  7. เวทีสาธารณะเพื่อเชื่อมประสานการพัฒนา เรื่อง “การปรับเปลี่ยนสู่เกษตรกรรมยั่งยืน: การสร้างปัจจัยเอื้อ และกระบวนการส่งเสริมเกษตรกร” เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 มีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม 100 คน ทั้งนี้เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มีข้อมูล องค์ความรู้ต่าง ๆ ในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง  “กระบวนการส่งเสริมเกษตรยั่งยืน” และข้อมูล    “ ทุนเดิม” ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น องค์ความรู้ ผู้รู้ ชุมชนเกษตรยั่งยืน กลุ่ม และเครือข่าย ต่าง ๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่ เพื่อให้สามารถเชื่อมประสานศักยภาพจากส่วนต่าง ๆ มาหนุนเสริมการทำงานซึ่งกันและกัน ให้เกิดพลังในการผลักดันให้แม่ฮ่องสอนสามารถผลิตอาหารที่ปลอดภัย และเพียงพอต่อการบริโภคในจังหวัดให้ได้
  8. การจัดทำยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืน จ.แม่ฮ่องสอน ระหว่างวันที่ 13-17 มิถุนายน 2547 โดยจัดร่วมกับเชิงบูรณาการ จำนวน 3 ครั้ง  แบ่งเป็นกลุ่มอำเภอ 3 โซน (เหนือ กลาง ใต้ )ผลคือมียุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ของจังหวัดที่เป็นยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อรองรับกับนโยบายด้านเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ส่วนที่ 2 ด้านงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีทั้งหมด 6โครงการและมีพื้นที่ดำเนินการอยู่ใน อ.ขุนยวม จำนวน 4 โครงการ อ.เมือง 1 โครงการ และในระดับจังหวัด อีก 1 โครงการ ได้แก่

  1. การใช้จุลินทรีย์ในท้องถิ่น (IMO) กับการยอมรับของเกษตรกร อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน  โดยมี อ.วัลลภ สุวรรณอาภา เป็นหัวหน้าโครงการ (2544 – 2546 สิ้นสุดโครงการ)
  2. รูปแบบการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตสู่การลด ละ เลิกการใช้สารเคมีของชุมชน     ตำบลเมืองปอน อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน    มีคุณไพศาล ญาติศรี เป็นหัวหน้าโครงการ (2544 – 2546 สิ้นสุดโครงการ)
  3. การศึกษาทางเลือกที่เหมาะสมในการพัฒนาคุณภาพกระเทียม โดยไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรในกรณีบ้านแม่สุริน อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน   มีคุณบุญสุข เตือนชวัลย์   เป็นหัวหน้าโครงการ (2545 – 2546 สิ้นสุดโครงการ)
  4. กระบวนการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นเกษตรอินทรีย์อย่างมีส่วนร่วมของชุมชน อ.ขุนยวม  จ.แม่ฮ่องสอน มีคุณสังเวียน ดวงสุภา เป็นหัวหน้าโครงการ  (กค. 2546-มค.48)
  5. การจัดการองค์ความรู้และการขยายผลการผลิตและการแปรรูปน้ำมันงาปลอดสารพิษสู่วิสาหกิจชุมชนพึ่งตนเอง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน โดยมีคุณสุดานี คำดี เป็นหัวหน้าโครงการ (สิงหาคม 2546 – 2547 สิ้นสุดโครงการ)
  6. การพัฒนาและเสริมสร้างกลไกการจัดการองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืน เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน จ.แม่ฮ่องสอน (สิงหาคม 2546 2547 สิ้นสุดโครงการ )

ส่วนที่ 3  โครงการสังเคราะห์งานวิจัยเกษตรกรรมยั่งยืนภาคเหนือตอนบน (ได้รับการสนับสนุนจาก สกว. ภาค )โดยมีกิจกรรมในระดับจังหวัด (แม่ฮ่องสอน) ดังนี้

  1. ทบทวนทุนเดิมด้านเกษตรกรรมยั่งยืนจังหวัดแม่ฮ่องสอน
  2. จัดเวที ครั้งที่ 1 เพื่อเสนอผลการทบทวนทุนเดิมในพื้นที่ เสนอต่อผู้เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล สถานการณ์ ปัญหา ศักยภาพ ของพื้นที่ และกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนร่วมกัน ทั้งด้านงานวิจัยและพัฒนา  จัดเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2545 ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ผู้เข้าร่วม 35 คน
  3. จัดเวที ครั้งที่ 2 “กลไกการจัดการและเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน จ.แม่ฮ่องสอน” เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2546 ณ ศูนย์ส่งเสริมการศึกษาเพื่อการพัฒนา บ้านหนองป่าก่อ  อ.ขุนยวม ผู้เข้าร่วม 26 คน
  4. จัดประชุมเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดแม่ฮ่องสอน ครั้งที่ 1/2546                       ในวันที่ 21 มีนาคม 2546 ณ.บ้านปางหมู อ.เมือง
  5. จัดประชุมเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดแม่ฮ่องสอน ครั้งที่ 2/2546 ในวันที่ 10 - 11 พฤษภาคม 2546  ณ.ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ต.แม่นาเติง อ.ปาย
  6. นำเสนอข้อมูล “สถานการณ์เกษตรกรรมยั่งยืน จ.แม่ฮ่องสอน” ต่อที่ประชุม คณะกรรมการบริหารโครงการส่งเสริมการผลิตเกษตรอินทรีย์และตลาดนัดสินค้าชุมชน จังหวัดแม่ฮ่องสอน” โดย นางสาวอรุณี เวียงแสง ที่ปรึกษาเครือข่าย

    1.5 ปัญหาในการพัฒนา/ ส่งเสริมเกษตรยั่งยืน จ.แม่ฮ่องสอน

แม้ว่าทุกภาคส่วนจะสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืน มาเป็นเวลานาน และแม่ฮ่องสอนก็มีสภาพที่เหมาะสมในการทำเกษตรกรรมยั่งยืน ในหลาย ๆ เรื่อง ดังได้กล่าวข้างต้น แต่การดำเนินงานด้านเกษตรกรรมยั่งยืน หากดูในเรื่องการปรับเปลี่ยนสู่ระบบเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรอย่างเต็มรูปแบบยังมีจำนวนน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงการปลุกกระแสการใช้สารชีวภาพ ทดแทนปุ๋ยเคมี ที่มีเป้าหมายเพียงการลดต้นทุนการผลิตเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งความรู้ความเข้าใจในกระบวนการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนของรัฐยังไม่ชัดเจนนัก จึงทำให้ การบรรลุเป้าหมายการปรับเปลี่ยนสู่เกษตรกรรมยั่งยืนในเชิงปริมาณ ยังไม่บรรลุ ปัญหาอื่น ๆ ที่ยังคงอยู่มีดังนี้

การใช้สารเคมีทางการเกษตรและผลของการใช้สารเคมี

            สถานการณ์ด้านการเกษตรในภาพรวมของจังหวัดแม่ฮ่องสอน  จากการวิเคราะห์ปัญหาระบบผลิตเกษตรแผนใหม่  ซึ่งสรุปผลจากการประชุมกลุ่มย่อย  เรื่อง  “เกษตรยั่งยืน”  ในเวทีจังหวัด  ครั้งที่ 1  เมื่อวันที่  20 กรกฎาคม 2545  พบว่า เป็นระบบการผลิตเพื่อการค้า ใช้สารเคมีในกระบวนการผลิตและมีแนวโน้มเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ ทำแบบเข้มข้น เกิดการพึ่งพิง ใช้ปัจจัยจากภายนอกสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงไปด้วย ผูกอยู่กับระบบสินเชื่อ ผลผลิตราคาตกต่ำหรือราคาผลผลิตไม่แน่นอนทำให้เกษตรกร มีหนี้สิ้นมากขึ้น นำไปสู่วัฏจักรของความยากจน ผลผลิตปนเปื้อนสารพิษ  ส่งผลกระทบต่อสุขภาพผู้ผลิตและผู้บริโภค 
นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่น ๆ อีก เช่น  เป็นการปลูกพืชเชิงเดียว เน้นพืชเศรษฐกิจเป็นหลัก ทำให้พืชที่ปลูกไม่หลากหลาย พันธุ์พืชพื้นเมืองที่มีคุณภาพดีได้สูญหายไปมาก ปัญหาแรงงานไม่พอเพียง  เครื่องมือเครื่องจักรทางการเกษตรไม่เพียงพอและปัญหาม๊อบ (เอกสารประกอบการประชุมย่อย กลุ่มที่ 2 ทิศทางการขับเคลื่อนเกษตรกรรมแบบยั่งยืน จังหวัดแม่ฮ่องสอน, 2545:5)
ณ ปัจจุบัน ปัญหาที่กล่าวข้างต้นยังคงอยู่ แม้ว่าจะเกิดกระแสการใช้สารชีวภาพในบางพื้นที่แล้วก็ตาม

ปัญหาเรื่องระบบการตลาด

  1. ยังต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางเป็นหลัก ตลาดกลางที่เป็นของเกษตรกรเองมีน้อย เช่น มีตลาดสินค้าชุมชน แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจ
  2. มีตลาดนัดสินค้าปลอดสารพิษ ที่เดียวเท่านั้นในจังหวัด คือ ที่ท่ารถ อ.ขุนยวม ที่ดำเนินการโดย เครือข่ายเกษตรทฤษฎีใหม่  โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนชุมชนในปี 2545 และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยเครือข่ายเกษตรทฤษฎีใหม่ เอง จนถึงปัจจุบัน แต่ก็ยังมีปัญหาทั้งด้านการจัดการผลผลิต และการจัดการด้านตลาด
  3. มีการดำเนินงานตลาดสีเขียว โดยเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกในปี 2547 แต่ก็ยังหาจุดลงตัวไม่ได้ ทั้งด้านการจัดการผลผลิต การจัดการตลาด

สาเหตุที่เกษตรกรไม่สามารถปรับเปลี่ยนระบบได้
แม้ว่าระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ จะก่อให้เกิดผลกระทบมากมาย แต่ก็ไม่สามารถทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่เกิดความตระหนัก พอที่จะหันหลังให้ระบบนี้ได้ ทั้งนี้อาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น

  1. ไม่มีเวลาพอที่จะหันมาทบทวนผลกระทบร่วมกันอย่างเป็นระบบ จึงไม่รู้ปัญหาที่แท้จริง
  2. เข้าสู่วงจรหนี้สินแล้ว จึงยากที่จะถอนตัว
  3. ขาดผู้กระตุ้น สนับสนุน ส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนแก่เกษตรกรอย่างเป็นระบบ
  4. การส่งเสริมในพื้นที่ยังมีน้อย เกษตรกรยังขาดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง ทั้งในแนวคิดหลักการเกษตรยั่งยืน ผลกระทบจากสารเคมีเกษตร เทคโนโลยีการผลิตเพื่อการทดแทนสารเคมี เช่น วิธีการใช้สารชีวภาพต่าง ๆ ระบบการปลูกพืชที่เหมาะสม การวางแผนการผลิต เป็นต้น
  5. ยังไม่มีสื่อโฆษณา หรือการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านนี้ที่เข้มข้น และเป็นรูปธรรมพอ
  6. ยังขาดความรู้ในระบบเกษตรทางเลือกอื่น ๆ  เป็นต้น

การใช้ระบบการผลิตทางเลือกอื่น ๆ เช่น ใช้สารชีวภาพ หรืออินทรียวัตถุต่าง ๆ ยังมีน้อย เนื่องจากเกษตรกรยังขาดความรู้ที่แท้จริง และยังไม่มั่นใจว่า จะได้ผลตอบแทนที่เพียงพอเหมือนการใช้สารเคมีหรือไม่ การใช้ส่วนใหญ่เป็นความสนใจเฉพาะบุคคล กลุ่มที่ทำเป็นรูปธรรมยังมีน้อย ไม่มากพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรรายอื่น ๆ อีกทั้งการใช้สารชีวภาพส่วนใหญ่ เป็นการนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น มากกว่าใช้เพื่อการเกษตร เช่น น้ำยาสระผม น้ำยาล้างจาน เป็นต้น และสาเหตุสำคัญที่ไม่ได้รับความสนใจจากเกษตรกร คือ การใช้สารดังกล่าวเห็นผลช้า ไม่รวดเร็วทันใจ ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะเห็นผล ทำให้เกษตรกรขาดความมั่นใจที่จะใช้

1.6 การให้ความหมายและกำหนดเป้าหมาย “การจัดการองค์ความรู้เกษตรกรรมยั่งยืน”
ทีมงาน Node แม่ฮ่องสอน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้พยายามให้ความหมาย เป้าหมาย และ Output  ของการจัดการองค์ความรู้และการจัดการชุดประเด็นของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น โดยร่วมกันคิดกับผู้เกี่ยวข้องหลายส่วน และมีการระดมความคิดกันครั้งล่าสุด ในเวทีเสวนานักวิจัย ครั้งที่ 9 (วันที่ 22 พฤศจิกายน 2546) สรุปได้ดังนี้
เกษตรกรรมยั่งยืน หมายถึง การผลิตที่ไม่กระทบต่อสภาพแวดล้อม สุขภาพของคน เพื่อให้เกิดความยั่งยืน รักษาไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในวันข้างหน้า เป็นการจัดการแบบธรรมชาติ ไม่เบียดเบียน ไม่เอาชนะธรรมชาติ บางพื้นที่สามารถเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว และวิถีชีวิตชุมชน /ชาวบ้าน เช่น การทำไร่หมุนเวียนทำให้มีแหล่งอาหารที่หลากหลาย ไม่ใช่เป็นเพียงการทำลายพื้นที่ทางธรรมชาติ ต้องดูว่าใครได้ประโยชน์และใครเป็นผู้ใช้ประโยชน์
การจัดการองค์ความรู้  หมายถึง การสร้าง การรวบรวม การจัดเก็บ การยกระดับความรู้ ทั้งภายนอก (ตำรา วิชาการ) และภายใน (คน/ ชุมชน) ให้เป็นระบบ โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน แล้วนำไปสู่วิถีชีวิตชุมชนมีการถ่ายทอดเกิดขึ้น เกิดการปฏิบัติอย่างยั่งยืน การเข้าถึงข้อมูล / องค์ความรู้แล้วนำไปแบ่งปัน ผลักดันเชื่อมต่อกับระดับนโยบายให้มีการปรับเปลี่ยน โดยองค์ความรู้ต้องต่อยอดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และมีการนำไปใช้ประโยชน์ ให้บรรลุเป้าหมายที่ร่วมกันกำหนดขึ้น
การจัดการองค์ความรู้ เกษตรกรรมยั่งยืน หมายถึง การสร้าง การรวบรวม การจัดเก็บ การยกระดับความรู้ การเกษตรที่ไม่กระทบต่อสภาพแวดล้อม สุขภาพของคน เป็นการจัดการแบบธรรมชาติให้เป็นระบบ โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน แล้วถ่ายทอดนำไปสู่วิถีชีวิตชุมชน เกิดการปฏิบัติอย่างยั่งยืน เป็นข้อมูลที่สามารถช่วยในการผลักดันเชื่อมต่อกับระดับนโยบายให้มีการปรับเปลี่ยน โดยองค์ความรู้ที่ได้มีการต่อยอดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และมีการนำไปใช้ประโยชน์ให้บรรลุเป้าหมายที่ร่วมกันกำหนดขึ้น

ความสำคัญ

เนื่องจากองค์ความรู้ที่มีเกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่อยู่กับตัวบุคคล หรือของชนเผ่าต่าง ๆ ที่ยังใช้ได้ในปัจจุบัน นั้นมีอยู่กระจัดกระจาย บางองค์ความรู้ก็มีการสืบทอดตามวิถีชีวิตและมีการปฏิบัติจริง บางองค์ความรู้ที่มีนั้นเริ่มที่จะสูญหาย หากไม่มีการฟื้นฟู หรือรวบรวม ไม่ว่าจะเป็นเพราะตัวบุคคลที่มีความรู้นั้นเสียชีวิต ไม่มีโอกาสที่จะได้สื่อหรือถ่ายทอดให้คนรุ่นหลัง ซึ่งองค์ความรู้ทั้งหลายเหล่านี้เป็นองค์ความรู้ที่สำคัญ มีคุณค่าควรที่จะได้รับการสืบทอด และนำไปใช้ประโยชน์ ดังนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิด การจัดการองค์ความรู้เกษตรกรรมยั่งยืนร่วมกันของภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมในแต่ละช่วงเวลา และพื้นที่ที่แตกต่างกัน

1.7 เป้าหมายในการจัดการองค์ความรู้

เป้าหมายสุดท้าย (สูงสุด)

เป้าหมายและทิศทางการขับเคลื่อนในภาพรวมของประเด็นด้านการเกษตรในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทั้งในด้านการพัฒนา และงานวิจัย โดย เป้าหมายสุดท้ายมุ่งเน้นไปสู่ระบบการผลิต ในรูปแบบ “เกษตรกรรมแบบยั่งยืน” ที่มุ่งเน้นการพึ่งตนเองมากที่สุด โดยให้เกิดความยั่งยืนทั้งในด้านระบบการผลิต ยั่งยืนในความคิด ยั่งยืนในการตลาด และยั่งยืนในชีวิต/สุขภาพ

เป้าหมายระยะสั้น ( 5 ปี)
เป้าหมายร่วม คือ “การสนับสนุนให้เกิดพื้นที่รูปธรรมเกษตรกรรมยั่งยืน การเกิดกลุ่ม- เครือข่าย ผู้ผลิตผู้บริโภคเกษตรยั่งยืน ที่สามารถร่วมกันขับเคลื่อนงานได้อย่างเข้มแข็ง” การกำหนดเป้าหมายในระยะสั้น ทำผ่านยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืน 5 ปี ที่ได้มีการทบทวนความชัดเจนร่วมกัน ในเวทีประเมินผลแบบมีส่วนร่วมเมื่อวันที่ 7-8 พค.48 ดังภาพด้านบน

้าหมายร่วม คือ “การสนับสนุนให้เกิดพื้นที่รูปธรรมเกษตรกรรมยั่งยืน การเกิดกลุ่ม- เครือข่าย ผู้ผลิตผู้บริโภคเกษตรยั่งยืน ที่สามารถร่วมกันขับเคลื่อนงานได้อย่างเข้มแข็ง” การกำหนดเป้าหมายในระยะสั้น ทำผ่านยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืน 5 ปี ที่ได้มีการทบทวนความชัดเจนร่วมกัน ในเวทีประเมินผลแบบมีส่วนร่วมเมื่อวันที่ 7-8 พค.48 ดังภาพด้านบน
2. ผลงานที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2546 - ปัจจุบัน
Node แม่ฮ่องสอน เริ่มดำเนินการจัดการองค์ความรู้เกษตรกรรมยั่งยืนมาตั้งแต่ ปี 2546 โดยใช้ฐานงานพัฒนาที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2542 ที่มีหน่วยงานรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรชุมชน ได้สร้างฐานคน ความรู้ และพื้นที่รูปธรรมเบื้องต้นระดับหนึ่ง เพื่อการต่อยอด  และใช้ฐานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ที่ได้เริ่มดำเนินการในปี 2544 ซึ่งส่วนนี้ทำให้เกิดความชัดเจนในเรื่อง กระบวนการเรียนรู้สู่เกษตรกรรมยั่งยืน ความรู้สู่การพัฒนาระบบ และการปรับเปลี่ยน และสามารถสร้างฐาน “คน” ที่ชัดเจนเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นจากปี 2545-2548 ที่เป็นผลพวงของการขับเคลื่อนงานทั้งระบบของผู้เกี่ยวข้องที่หลากหลาย สรุปผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ทั้ง 4ด้านได้ดังนี้

2.1การสร้าง/ พัฒนา/ ยกระดับ กลไกการจัดการเกษตรยั่งยืน
การสร้าง/ สนับสนุน “กลไกการจัดการ” ในระดับจังหวัด โดยโครงการสังเคราะห์งานวิจัยเกษตรกรรมยั่งยืน สกว.ภาค ที่ได้ดำเนินการตั้งแต่ มิถุนายน 2545- มีนาคม 2548 โดยมีการจัดเวที เพื่อประเมินสถานการณ์ด้านเกษตรกรรมยั่งยืนในจังหวัด 2 เวทีในปี 2545 จนเกิดการจัดตั้ง “เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจ.แม่ฮ่องสอน” ขึ้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2546 ในรูปของกรรมการ จำนวน 25 คน ที่เป็นตัวแทนจาก 7 อำเภอ ในเบื้องต้นยังไม่มีการระบุวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน แต่มีแผนงาน ปี 2546 รวม 5 เรื่อง คืองานด้านพัฒนาองค์กร/ เครือข่าย งานเชื่อมโยงเครือข่าย งานข้อมูลความรู้ งานระดมทุน และงานเผยแพร่/ ประชาสัมพันธ์ และเพื่อให้มีการทำงานต่อเนื่อง โครงการฯ ได้สนับสนุนการประชุมกรรมการเครือข่าย ครั้งที่ 1 – 2
และเพื่อให้มีงบประมาณในการทำงานได้ตามแผน ทั้ง 5 ด้าน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้พัฒนาเป็นโครงการวิจัย ที่ได้รับการสนับสนุน จาก คณะทำงานสนับสนุนโครงการวิจัยองค์กรชุมชน (สวอ.) โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เป็นเวลา 18 เดือน (กรกฎาคม 2546 – ธันวาคม 2547) ชื่อ “โครงการศึกษาเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างกลไกการจัดการองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืนเครือข่ายเกษตรทางเลือกจังหวัดแม่ฮ่องสอน” โดย สกว.แม่ฮ่องสอน ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงโครงการฯ สนับสนุนเชิงวิชาการและกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
ดือนกรกฏาคม 2547 เครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ได้สนับสนุนงานของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก    จ.แม่ฮ่องสอน ในการดำเนินงานพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในจังหวัด โดยมียุทธศาสตร์การทำงาน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการพัฒนาการผลิต การแปรรูปและ การตลาด 2) ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ 3) ด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล องค์กรชุมชนและเครือข่ายองค์กรชุมชนให้เข้มแข็ง โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี 6 เดือน (กรกฏาคม 2547 – ธันวาคม 2548) โดยมีการขยายเวลาภายหลังเป็น มีนาคม 2549 ผลงานด้านการเสริมสร้างการเรียนรู้การพัฒนาทรัพยากรบุคคล/ การบริหารจัดการโครงการโดยองค์กรชุมชน/ สื่อและประชาสัมพันธ์ ที่มีเครือข่ายดำเนินงานเป็นหลักมีดังนี้
1 .การสัมมนาการพัฒนากลุ่ม องค์กร
2. การประชุมคณะกรรมการเครือข่าย
3. การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ
4. การบริหารจัดการเครือข่าย
5. การติดตามและประเมินผล

การสัมมนาการพัฒนากลุ่ม องค์กร ยังไม่ได้มีการดำเนินการเป็นการเฉพาะ เช่นเดียวกับการถอดบทเรียนการพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืน ซึ่งได้กำหนดไว้เป็นประเด็นหนึ่ง ในการจัดกิจกรรม “ สมัชชาเกษตรทางเลือก ” ในวันที่ 25 ตุลาคม 2548
การประชุมคณะกรรมการ กำหนดให้มีการประชุมทุก 2 เดือน แต่หากมีกรณีที่มีเรื่องต้องหารือกันเร่งด่วน ก็มีการนัดประชุมกันตามวาระความจำเป็น ในปี 2547 มีการจัดประชุม  7   ครั้ง และปี 2548 มีการจัดประชุม  7   ครั้ง
             การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ มีการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ด้านเกษตรยั่งยืน ทั้งที่เป็นข้อมูลในพื้นที่ และข้อมูลความรู้ทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง โดยดำเนินการร่วมกับ สกว.แม่ฮ่องสอน
             การบริหารบริหารจัดการเครือข่าย เป็นการบริหารจัดการในลักษณะเครือข่ายจังหวัด โดยมีคณะกรรมการเครือข่ายจังหวัดเป็นผู้ดูแล อำนวยความสะดวก ให้คำแนะนำปรึกษา และมีคณะกรรมการเครือข่ายในระดับอำเภอ เป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่แต่ละอำเภอ
             การติดตามและประเมินผลแบบมีส่วนร่วม มีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพทีมติดตามและประเมินผล เพื่อพัฒนาทักษะ กระบวนการติดตามและประเมินผลแบบมีส่วนร่วม ให้กับคณะกรรมการติดตามและประเมินผลภายในของแต่ละอำเภอ ก่อนการลงไปติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานในพื้นที่ ซึ่งในการลงพื้นที่เพื่อติดตาม ประเมินผลนั้น ได้มีการจัดเวทีติดตาม ประเมินผล ให้กลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้มีส่วนร่วมในการประเมินด้วย
             จากการดำเนินงานโครงการ ในช่วงระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมา ของเครือข่าย อาจไม่สามารถทำให้การขับเคลื่อนงานด้านเกษตรยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากมายนักในส่วนของพฤติกรรมการผลิตในภาคเกษตร แต่จากการดำเนินงานที่ผ่านมา ก็ทำให้ได้เห็นภาพของกลุ่มคน กลุ่มเล็กๆ  ที่มีแนวคิด มีแนวปฏิบัติที่สอดคล้อง คล้ายคลึงกัน หันหน้าเข้าหากัน มีการเชื่อมร้อยเกาะเกี่ยว สานสัมพันธ์ร่วมไม้ร่วมมือกันในการผลักดัน ขับเคลื่อนงานด้านเกษตรยั่งยืนร่วมกัน ดังนี้
            พื้นที่อำเภอปาย กลุ่มสมาชิกเครือข่ายในพื้นที่ ที่มีการรวมกลุ่มกันอย่างชัดเจน สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่เป็นอย่างดี มีการพัฒนาฟาร์มต้นแบบเกษตรยั่งยืนกว่า 10 ฟาร์ม กระจายอยู่ในตำบลต่าง ๆ มีการประชุมเครือข่ายอำเภออย่างต่อเนื่อง โดยเวียนไปตามฟาร์มสมาชิก เพื่อเป็นกำลังใจแก่กัน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสถานที่จริง การทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการในพื้นที่สามารถเชื่อมกันได้เป็นอย่างดี เป็นที่รู้จักของหน่วยงานในอำเภอ อีกทั้งได้ผ่องถ่ายระบบบริหารจัดการเครือข่าย ให้สมาชิกที่เป็นเกษตรกรตัวจริงเข้ามาจัดการกันเอง
            พื้นที่อำเภอปางมะผ้า ซึ่งมีการรวมกลุ่ม มีการทำกิจกรรมร่วมกันอยู่ก่อนแล้ว โดยมีโครงการในพื้นที่ให้การส่งเสริมและสนับสนุน เช่น โครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อเสริมสร้างกลไกการจัดการความรู้ อ.ปางมะผ้า ทางเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เข้าไปเชื่อมร้อย ร่วมแลกเปลี่ยน และสนับสนุนการจัดกิจกรรมในบางส่วน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ ความร่วมไม้ร่วมมือที่ดี ทั้งในส่วนของกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมกิจกรรม เช่น กลุ่มแปรรูปไม้ผลบ้านผาเจริญ กลุ่มเกษตรบ้านวนาหลวง เป็นต้น และหน่วยงาน องค์กรในพื้นที่
            พื้นที่อำเภอเมือง ชุมชนเริ่มมีการตื่นตัวในการเข้ามาร่วมเรียนรู้ และร่วมกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการเริ่มปรับเปลี่ยนแนวคิดในเรื่องของวิถีการผลิตในภาคเกษตร ซึ่งบางส่วนเป็นกลุ่มที่ต่อเนื่องมาจากงานวิจัยที่ดำเนินการในพื้นที่ (กลุ่มแปรรูปงาบ้านปางหมู กลุ่มงาปลอดสารบ้านในสอย..กลุ่มเกษตรปลอดสารบ้านทบศอก เป็นต้น) ทำให้มีความคล่องตัวต่อการประสานงาน การดำเนินการจัดกิจกรรมต่างๆ
            พื้นที่อำเภอขุนยวม ค่อนข้างเป็นพื้นที่ที่มีหน่วยงาน องค์กร โครงการ ที่มีการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับประเด็นเกษตรยั่งยืนค่อนข้างหลากหลาย ทำให้การขับเคลื่อนงานมีความลื่นไหล โดยทำงานผ่านเครือข่ายเกษตรทฤษฎีใหม่ อ.ขุนยวม ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2542 และสามารถทำงานมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และยังมีศูนย์สาธิตฝึกอบรม ตั้งอยู่ที่บ้านหนองป่าก่อ (ศูนย์ส่งเสริมการศึกษาเพื่อการพัฒนา) สำนักงานเครือข่ายเกษตรทางเลือกจังหวัดก็ตั้งอยู่ที่อำเภอขุนยวม มีทีมงานที่เป็นเกษตรกรมากกว่า 20 คน มีฟาร์มต้นแบบ มีฐานงานโครงการวิจัยของ สกว. แม่ฮ่องสอน 4 โครงการ จึงสามารถเป็นที่ศึกษาดูงานในจังหวัดได้
            พื้นที่อำเภอแม่ลาน้อย มีการเกาะกลุ่มกันอันเนื่องมาจากแผนงาน โครงการที่มีการดำเนินงานอยู่ในพื้นที่อยู่ก่อนเช่นกัน ทำให้เกิดการประสานความร่วมมือ ร่วมหนุนเสริมกันและกันอย่างกลมกลืน ส่วนใหญ่เกษตรกรในพื้นที่มีฐานเกษตรทฤษฏีใหม่ กว่า 20 ฟาร์ม ที่ดำเนินการเป็นปัจเจกอยู่ เครือข่ายระดับอำเภอ ยังไม่ค่อยเกาะเกี่ยวกันเหนี่ยวแน่นนัก แต่มีการเคลื่อนงานกันเป็นกลุ่มที่ต่อเนื่อง เช่น กลุ่มปุ๋ยชีวภาพที่บ้านวังคัน ชุมชนกาแฟปลอดสารที่บ้านห้วยห้อม เกษตรกรต้นแบบของ อ.ณรงค์ และเครือข่ายการเรียนรู้ เป็นต้น 
            พื้นที่อำเภอแม่สะเรียง กลุ่มต่าง ๆ ที่สนใจ ด้านเกษตรยั่งยืนในอำเภอแม่สะเรียง มีหลายระดับ ทั้งระดับที่ทำเกษตรยั่งยืนเต็มรูปแบบ ที่ปฏิบัติการทั้งในระดับฟาร์มและระดับวิถีชีวิต กลุ่มที่กำลังปรับเปลี่ยนสู่ระบบเกษตรยั่งยืน และกลุ่มศึกษาเรื่องมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (หลักสูตรระยะสั้นของวิทยาลัยชุมชน จ.แม่ฮ่องสอน) ซึ่งเป็นฐานการเดินงานของเครือข่าย หลังจากมีดำเนินงานมาระยะหนึ่ง ก็เริ่มมีแกนนำชุมชนสนใจเข้ามาร่วมเรียนรู้ และนำสิ่งที่ได้เรียนรู้กลับไปขยายผลในชุมชน เช่นที่บ้านป่าแป๋
            พื้นที่อำเภอสบเมย เป็นพื้นที่ที่มีการดำเนินงานอยู่ภายในกลุ่มสมาชิก กลุ่มเล็กๆ ซึ่งมีเพียงกลุ่มเดียว แต่ก็มีการร่วมกิจกรรมกันอย่างต่อเนื่อง ค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ยังมีโครงการ ADRA ดำเนินงานในพื้นที่ด้วยตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 8 หมู่บ้านได้แก่ บ้านกอมูเดอ บ้านสิวาเดอ บ้านแม่แคะ บ้านห้วยกระต่าย บ้านปู่คำห้วยแห้ง (บ้านห้วยแห้ง) บ้านบุญเลอ บ้านบุญเลอนอ้ย และบ้านปู่คำน้อย โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อที่จะช่วยเหลือปัญหาด้านความมั่งคงอาหารแก่ชาวบ้าน เช่น การสนับสนุนกล้าไม้ผล เรือนเพาะชำ อบรมปุ๋ยชีวภาพ การศึกษาดูงาน การเก็บข้อมูลชุมชน เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า ในแต่ละพื้นที่นั้น จะมีกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่แทรกตัวอยู่ บางกลุ่มอาจมีอยู่ก่อนแล้ว และเกิดจากการส่งเสริมสนับสนุนของหน่วยงาน องค์กรอื่นๆ ที่หลากหลาย บางกลุ่มอาจก่อเกิดจากกระบวนการทำงานของเครือข่ายฯ แต่ทุกกลุ่มก็สามารถหล่อหลอม ร่วมมือกัน สามารถทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันได้อย่างกลมกลืน

2.2 การสร้าง/ พัฒนา/ ยกระดับข้อมูล องค์ความรู้
โดยการสนับสนุน “งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” ของ สกว จำนวน 5 เรื่อง ในปี 2544-2547 ได้แก่ 1) การปรับเปลี่ยนสู่ระบบเกษตรยั่งยืน (ขุนยวม) 2) การทดลองทดสอบ IMO กับการยอมรับของเกษตรกร (ขุนยวม) 3) การหาทางเลือกเพื่อผลิตกระเทียมคุณภาพ (ขุนยวม) 4) การผลิตและการแปรรูปงาปลอดสารฯ (เมือง)  และ 5) หลักสูตรเกษตรอินทรีย์โดยชุมชน (ขุนยวม) เมื่องานวิจัยสิ้นสุด จะได้ทั้งองค์ความรู้ วิทยากรชาวบ้าน คน กลุ่ม และเครือข่าย เป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่
นอกจากนี้การสนับสนุนจาก (พอช.) ในข้อที่ 2.1 ยังก่อให้เกิดความชัดเจนในการบริหารจัดการเครือข่ายมากขึ้น มีบทเรียนการทำงานร่วมกัน (องค์ความรู้ในการบริหารจัดการ)  และเอื้อให้มีคนทำงานเต็มเวลา โดยมีการจัดจ้างเจ้าหน้าที่ รวม 3 ตำแหน่ง คือผู้ประสานงาน เจ้าหน้าที่ข้อมูล และเจ้าหน้าที่ธุรการของเครือข่ายด้วย
ฐานข้อมูลเครือข่ายเป็นการทำงานร่วมกันสามฝ่าย ได้แก่ 1) โครงการสังเคราะห์งานวิจัยฯ 2) สกว. แม่ฮ่องสอน และ 3) เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก โดยในช่วงเริ่มต้นจนถึง ปี 2547 จะเป็นงานของส่วนแรกเป็นหลัก ฐานข้อมูลที่ทำไว้เบื้องต้นมีดังนี้
            1.)ฐานข้อมูลผู้รู้ด้านเกษตรกรรมยั่งยืน และเครือข่าย/ องค์กรด้านเกษตรยั่งยืนในจังหวัด  โดยได้

เริ่มรวมรวบข้อมูลในปี 2546 ใช้ Program Microsoft Access ในการจัดเก็บและบริการ เพื่อการนำเสนอและเผยแพร่ และยังมีการปรับปรุงเพิ่มเติมข้อมูลจนถึงปัจจุบัน
            2) การศึกษาและสรุปโครงการต่างๆ ของภาคประชาสังคม และ ผู้ว่า CEO ที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน จ.แม่ฮ่องสอน ระหว่างปี 2544 – 2548 เพื่อเผยแพร่ข้อมูล และใช้ประโยชน์ในการเชื่อมประสานการทำงานร่วมกัน (มีรายละเอียดแต่ละโครงการในฐานข้อมูล)โดยพบว่า มีภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วม ที่ชัดเจนมีทั้งสิ้น 8 ส่วน ได้แก่
            2.1 โครงการพลังกู้ดินฟ้าประชาเป็นสุข  สนับสนุนโดย สสส. (ปี 2547)
            2.2 โครงการพัฒนาพื้นที่รูปธรรม “การจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อลดการใช้สารเคมีสู่เกษตรกรรมยั่งยืน” กรณีศึกษา : บ้านแม่สุริน ต.ขุนยวม  สนับสนุนโดย สรส./ สสส./ วจส. (ปี 2547-48)
            2.3 โครงการพัฒนาตามแผนยุทธศาสตร์เกษตรยั่งยืน 8 จังหวัด การดำเนินงานเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน จ.แม่ฮ่องสอน สนับสนุนโดย พอช. (ปี 2547-49)
            2.4 โครงการวิจัยชาวบ้าน “การศึกษาเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างกลไกการจัดการองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืน เครือข่ายเกษตรทางเลือกจังหวัดแม่ฮ่องสอน” สนับสนุนโดย  พอช. (ปี 2546-47)
            2.5 โครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ของ สกว.ภาค (ผ่านสกว.แม่ฮ่องสอน) จำนวน 5 โครงการ (ปี 2544-48)
            2.6 โครงการตามแผนยุทธศาสตร์ผู้ว่า CEO “ โครงการธนาคารอาหารชุมชน : Food Bank” (ปี 2547)
            2.7 โครงการเชื่อมประสานการพัฒนาฯ (ชพพ.แม่ฮ่องสอน)  โดยใช้ประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นประเด็นร่วมในการเชื่อมประสานหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในเนื้องานทั้งด้านข้อมูลองค์ความรู้ การจัดเวทีเชื่อมประสาน การเชื่อมกับยุทธศาสตร์ผู้ว่า CEO เป็นต้น (ปี 2547)
            2.8โครงการวิจัย “การจัดการตลาดผักปลอดสารพิษฯ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน” ( สกว. ฝ่ายเกษตรปี 2548-2550

ในช่วงปี 2544-2548 มีหน่วยงาน องค์กร กลุ่ม เครือข่าย ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนมากขึ้นตามลำดับ เพราะหลายฝ่ายเริ่มตระหนักในผลกระทบของระบบเกษตรกระแสหลักมากขึ้น จากรูปธรรมที่เกิดขึ้น เช่น ราคาผลผลิตตกต่ำ คุณภาพดินต่ำลง การปนเปื้อนของสารพิษต่อสิ่งแวดล้อมและผลผลิต เป็นต้น ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุนงานเกษตรยั่งยืนหลากหลายรูปแบบ ทั้งงานวิจัย งานพัฒนา ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ดังรายละเอียดในภาพ (ด้านบน)
            3) จัดทำข้อมูลกรณีศึกษา ฟาร์มต้นแบบที่ประสบผลสำเร็จ ในพื้นที่ราบ (ฟาร์มเดี่ยว) จำนวน 2 ฟาร์ม คือ นายบุญทวี ศิลามณี บ้านเมืองปอน ต.เมืองปอน อ.ขุนยวม ฟาร์มนายประเจตน์ ส่วยนุ ต.ห้วยผา อ.เมือง และในพื้นที่สูง (ชุมชน) ที่บ้านห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย (ทำร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรรทางเลือก และใช้งบประมาณโครงการเชื่อมประสานการพัฒนาฯ)
            4)  จัดทำฐานข้อมูลฟาร์มต้นแบบเกษตรกรรมยั่งยืน ในระดับอำเภอ ขณะนี้มีฐานข้อมูลฟาร์มต้นแบบ (ฟาร์มตัวอย่าง) เกษตรกรรมยั่งยืน ที่ได้รวบรวมไว้ทั้งข้อมูล และภาพถ่าย แล้ว ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดและอำเภอที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
            - อำเภอขุนยวม                  จำนวน                10         ราย (ทำผ่านโครงการวิจัยตลาดฯ)
            - อำเภอปาย                       จำนวน                  8          ราย
            - อำเภอปางมะผ้า               จำนวน                  1          ราย
            - อำเภอแม่สะเรียง              จำนวน                 4          ราย
            - อำเภอแม่ลาน้อย               จำนวน                 1          ราย       
            - อำเภอเมือง                      จำนวน                 1          ราย        รวมทั้งหมด  25 ราย

2.3 ด้านการพัฒนาการผลิต การแปรรูปและการตลาดเกษตรกรรมยั่งยืน
งานในส่วนนี้ ส่วนใหญ่เป็นงานที่ดำเนินการโดยเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดและอำเภอ สกว.แม่ฮ่องสอน ทำผ่านโครงการวิจัย ในด้านเทคโนโลยีการผลิต (IMO) การปรับเปลี่ยนสู่เกษตรยั่งยืน การผลิตกระเทียมคุณภาพ การแปรรูปงาปลอดสารฯ และการจัดการตลาดที่เหมาะสม
ส่วนเครือข่ายฯได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก พอช. โดยมีระยะเวลาทำงานตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม  2547 ถึง เดือนมิถุนายน 2548 ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ 1  ของการดำเนินงาน ดังนี้
การเสริมสร้างการเรียนรู้และความเข้าใจการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
1. การอบรมสัมมนาแนวคิด หลักการเกษตรกรรมยั่งยืน
2. การอบรมการวางแผนผลิตไร่ นา สวน
3. การศึกษาดูงานเกษตรกรรมยั่งยืน
4. การจัดตั้งตลาดนัดสีเขียว
5. การศึกษารวบรวมพันธุกรรมพื้นบ้าน
6. การจัดตั้งธนาคารพันธุกรรมพื้นบ้าน

การจัดกิจกรรมอบรมสัมมนาแนวคิด หลักการเกษตรกรรมยั่งยืน และการวางแผนการผลิตในไร่ นา สวน มีการจัดกิจกรรมในพื้นที่แต่ละอำเภอ โดยกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมกิจกรรม เป็นเกษตรกรที่เริ่มให้ความสนใจเรื่องการลด ละ เลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นสมาชิกกลุ่ม เครือข่าย ที่มีการเรียนรู้เรื่องการทำเกษตร ที่มุ่งเน้นในเรื่องการลด ละ เลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตรอยู่ก่อนแล้ว อาทิ สมาชิกเครือข่ายเกษตรทฤษฎีใหม่ สมาชิกกลุ่มเกษตรปลอดสารพิษ/ เกษตรไร้สารพิษ รวมถึงกลุ่มเกษตรกรที่เคยผ่านกระบวนการอบรมเรื่องการทำเกษตรปลอดสารพิษ / เกษตรไร้สารพิษ จากหน่วยงาน องค์กรต่างๆ
จากการดำเนินการจัดกิจกรรมในแต่ละพื้นที่ ทำให้กลุ่มเกษตรกรเกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องแนวคิด หลักการ อยู่พอสมควร โดยสังเกตได้จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนร่วมกันทั้งในเวที และการลงพื้นที่เพื่อประสานแผนการดำเนินงานต่อเนื่องหลังจากการอบรม ซึ่งมีกลุ่มเกษตรกรให้ความสนใจที่จะเข้ามาร่วมเรียนรู้กระบวนการต่อเนื่องพอสมควร แต่ยังไม่ได้มีการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปปฏิบัติในแปลงเกษตรของตนเอง
หลังจากที่ได้มีการจัดกิจกรรมอบรมสัมมนาแนวคิด หลักการเกษตรกรรมยั่งยืน และการวางแผนการผลิตในไร่ นา สวน แล้ว ได้มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องคือ กิจกรรมศึกษาดูงานเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งกำหนดกลุ่มเป้าหมาย คือกลุ่มเกษตรกรที่ผ่านการอบรมฯมาแล้ว โดยได้มีการนำไปศึกษาดูงานในพื้นที่แปลงเกษตรที่ทำระบบเกษตรยั่งยืนจริง และประสบความสำเร็จ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับเกษตรกรที่ได้ปฏิบัติจริง ทำให้ผู้ที่ได้ไปร่วมกิจกรรมศึกษาดูงานในครั้งนี้ เกิดแรงบันดาลและกำลังใจในการที่จะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาปฏิบัติในแปลงเกษตรของตนเอง โดยเห็นได้จากหลังการไปศึกษาดูงาน เกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรมได้มีการเริ่มปรับปรุง เตรียมการในแปลงเกษตรของตนเอง มีการรวมกลุ่ม พูดคุย แลกเปลี่ยน หารือกัน โดยการเริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ที่สามารถเห็นได้ในพื้นที่ทุกอำเภอ ซึ่งนอกจากการลงมือปฏิบัติในแปลง เกษตรของตนเองแล้ว ก็ยังได้มีการเข้ามาร่วมเป็นคณะทำงานในการขับเคลื่อนงานเกษตรยั่งยืนในระดับพื้นที่อีกด้วย 
การจัดตั้งตลาดนัดสีเขียว กำหนดให้มีการดำเนินการในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแม่สะเรียง อำเภอขุนยวม อำเภอเมือง และอำเภอปาย ซึ่งได้มีการจัดเวทีเพื่อทำความเข้าใจการจัดตั้งตลาดนัดสีเขียว และการจัดทำสถานที่เพื่อเป็นที่จำหน่ายผลผลิตในระบบเกษตรยั่งยืนของสมาชิก ซึ่งในบางพื้นที่ยังมีปัญหาในเรื่องของผลผลิตที่มีไม่ต่อเนื่อง ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค
การศึกษารวบรวมพันธุกรรมพื้นบ้าน ได้มีการดำเนินการจัดเวทีวิเคราะห์สถานการณ์ด้านพันธุกรรม และจัดเก็บรวบรวมตัวอย่างพันธุกรรมพื้นบ้านในทุกอำเภอ ทำให้ได้ข้อมูลและตัวอย่างพันธุกรรมพื้นบ้านที่มีความหลากหลาย ในการนำมาจัดทำธนาคารพันธุกรรมพื้นบ้าน (ใช้สถานที่ศูนย์ส่งเสริมการศึกษาเพื่อการพัฒนา บ้านหนองป่าก่อ อำเภอขุนยวม )

ซึ่งนอกจากจะได้ข้อมูลและตัวอย่างพันธุกรรมพื้นบ้านที่มีความหลากหลายแล้ว ยังได้ข้อมูลในเรื่องขององค์ความรู้ ภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมพื้นบ้านอีกมากมาย อาทิ การคัดเลือกพันธุ์ การเก็บรักษา การใช้ประโยชน์ การรักษาสืบทอดพันธุกรรม ฯ ที่มีความแตกต่างกันไปในแต่ละชนเผ่า ซึ่งมีความแตกต่างกันในด้านบริบทของพื้นที่ สภาพแวดล้อม วิถีชีวิตวัฒนธรรม ความเชื่อ

2.4 ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เครือข่ายฯ เป็นหลักในการดำเนินการ โดยการเสริมสร้างการเรียนรู้ การจัดการทรัพยากร ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ที่เอื้อต่อระบบเกษตรกรรมยั่งยืน โดยมีกิจกรรมคือ

  1. การถอดบทเรียนการจัดการทรัพยากรโดยองค์กรชุมชน
  2. การจัดทำหลักสูตรการจัดการทรัพยากรโดยองค์กรชุมชน
  3. การถอดบทเรียนการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
  4. การจัดทำสื่อและประชาสัมพันธ์
  5. การพัฒนาปราชญ์ชาวบ้านให้เป็นวิทยากร

มีการดำเนินการจัดกิจกรรมถอดบทเรียนการจัดการทรัพยากรโดยองค์กรชุมชน ของชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมตำบลแม่กิ๊ อำเภอขุนยวม ซึ่งทำให้ได้ข้อมูล บทเรียน และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่นำไปเป็นข้อมูลในการจัดทำโครงร่างหลักสูตรการจัดการทรัพยากรโดยองค์กรชุมชน ที่จะสามารถนำไปเป็นแนวทางในการขยายผลสู่ชุมชนอื่นต่อไป
การพัฒนาปราชญ์ชาวบ้านให้เป็นวิทยากร มีการจัดกิจกรรมในวันที่ 15 – 16 ตุลาคม 2548 ซึ่งมีแกนนำในแต่ละอำเภอเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อพัฒนาทักษะด้านเทคนิคกระบวนการในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรยั่งยืนและด้านอื่นๆ ให้สามารถกลับไปเป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้อื่นได้

3. บทเรียนประสบการณ์ ปัญหา แลข้อเสนอแนะ

3.1 บทเรียน/ ประสบการณ์
การจัดการองค์ความรู้ประเด็น เกษตรกรรมยั่งยืน ในช่วงที่ผ่านมานั้น ทำร่วมกับ “กลไก จังหวัด” (เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดแม่ฮ่องสอน) โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหลายแหล่งด้วยกัน การทำงานนั้นเป็นแบบบูรณาการ โดย Node เข้าไปเชื่อมกับส่วนต่าง ๆ ในหลายบทบาท ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สนับสนุน ผู้เอื้ออำนวย พี่เลี้ยง แต่ก็มีบางงานที่ทำเอง เช่น การสังเคราะห์ความรู้ การจัดเวทีระดับจังหวัดเป็นต้น ความก้าวหน้า เป็นต้น
จากการทำงานที่ผ่านมามีบทเรียนและประสบการณ์จากการทำงานที่ต่างกัน แล้วแต่การทำงาน โดยได้บทเรียนและประสบการณ์จากการปฏิบัติงานร่วมกัน เช่น การถอดองค์ความรู้ เรื่อง งา กระเทียม  การจัดทำเอกสารเผยแพร่ การเป็นวิทยากร การสร้างวิทยากรชาวบ้าน การฝึกอบรม การพัฒนาแหล่งศึกษาดูงาน การทำแปลงสาธิต การร่วมร่างหลักสูตรเกษตรยั่งยืน การจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นเกษตรกรรม การสร้าง/ พัฒนา/ ยกระดับกลุ่มเครือข่ายเกษตรทฤษฎีใหม่ การขยายองค์ความรู้ไม่ว่าจะเป็นการจัดเวทีระดับจังหวัด โดยการสนับสนุนของ Node แม่ฮ่องสอน การเชื่อมโยงภาคีต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก เป็นต้น ซึ่งทำให้ทีมงานที่ร่วมในการทำงานเกิดทักษะ และพัฒนาตนเองได้ระดับหนึ่ง

3.2 ปัญหาในการขับเคลื่อนงาน

  1. มีองค์ความรู้อยู่แล้วในชุมชนแต่ไม่เห็นคุณค่า
  2. หนี้สิน ซึ่งเป็นปัจจัย/เงื่อนไขของเกษตรกรที่ยังใช้สารเคมี
  3. ทรัพยากรธรรมชาติ / สิ่งแวดล้อม ยังอุดมสมบูรณ์ทำให้คนไม่ตื่นตัวต่อปัญหาเท่าที่ควร
  4. พื้นที่การเกษตรมีจำกัด
  5. ยังมีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เป็นพืชเศรษฐกิจเพื่อการขาย
  6. ที่ดินขาดเอกสารสิทธิ์
  7. โครงสร้างทางสังคมไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ เช่น ครอบครัว โรงเรียน เป็นต้น
  8. วิธีการทำงานของภาครัฐไม่เอื้อกับชุมชน

ปัจจัย / เงื่อนไข การเคลื่อนงานต่อ

1. ต้องเริ่มที่ตัวเรา “รู้จักตนเองก่อน” รู้จักพึ่งตนเองจนเป็นที่พึ่งให้แก่ผู้อื่นได้
2. เป็นความต้องการของชุมชนเพื่อการทำงานอย่างต่อเนื่อง
3. เรียนรู้โดยวิธีการปฏิบัติจริงไม่ท้อถอย  และสามารถปฏิบัติจนเป็นตัวอย่างที่ดี
4. ค้นหาและขจัดปัจจัยที่ทำไม่สำเร็จ  แล้วปฏิบัติใหม่ให้ดีกว่าเดิม
5. เริ่มถ่ายทอดจากชุมชนภายในแล้วขยายสู่ชุมชนภายนอกจนสามารถถ่ายทอดสู่สังคมวงกว้างต่อไป

3.3  แนวทางในการดำเนินงาน เพื่อการเคลื่อนต่อ

มีหลักการเคลื่อนงานคือ เริ่มที่ครอบครัว สร้างวิทยากรท้องถิ่น แสวงหาองค์ความรู้ทั้งภายนอก(ระบบโลก) และภายในชุมชนนำมาสอดประสานในการใช้ประโยชน์ จัดทำหลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียน ให้คนได้เรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนภูมิปัญญา รวมถึงระดับนานาชาติ  ส่วนแนวทางการดำเนินงาน มีรายละเอียด ดังนี้

1) กระบวนการสร้างความตระหนักเพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิธีคิดของเกษตรกร

  1. การสร้างโอกาสให้เกษตรกรได้มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กันอย่างต่อเนื่อง
  2. ผลักดันกระบวนการทั้งงานพัฒนาและงานวิจัยให้สนับสนุนการดำเนินงานของเกษตรกรและเครือข่ายเกษตรกรอย่างต่อเนื่องในการที่จะนำไปสู่การ ลด ละ เลิก การใช้สารเคมีทางการเกษตร
  3. สนับสนุนการรวมกลุ่ม/เครือข่ายของเกษตรกรโดยมีเครือข่ายเกษตรทฤษฎีใหม่เป็นแนวทางและเป็นพี่เลี้ยง
  4. การฟื้นฟูระบบการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม ฟื้นฟู ฮีต ประเพณี พิธีกรรม (ภูมิปัญญา) ที่เกี่ยวข้องกับการทำการเกษตร
  5. การขยายแนวคิดและสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นในเด็ก เยาวชน นักเรียน โดยผลักดันให้เกิดหลักสูตรท้องถิ่นเรื่องเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เกิดการปลูกฝังความคิดตั้งแต่เด็ก

2) กระบวนการทดสอบทดลองเพื่อสร้างความมั่นใจในทางเลือก

  1. สนับสนุนให้เกษตรกรมีการทดลองการทำเกษตรธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ การใช้ระบบการผลิตโดยภูมิปัญญาท้องถิ่น สารชีวภาพ ด้วยตนเอง
  2. ขยายผลการทดสอบ ทดลอง ทั้งในด้านงานพัฒนาและงานวิจัยสู่เกษตรกรอื่น ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
  3. การอนุรักษ์ ฟื้นฟู ขยายการผลิตโดยใช้พันธุ์พื้นเมือง
  4. การสนับสนุนการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม ใช้วัวควาย แทนเครื่องจักร ซึ่งสามารถลดการใช้สารเคมี เช่น ไม่ต้องใช้ยาฆ่าหญ้า เพราะเป็นอาหารของวัวควายอีกทั้งยังได้ปุ๋ยมูลสัตว์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีไปในตัว และประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง
  5. เสริมองค์ความรู้ด้านเทคนิคการผลิตต่าง ๆ ให้กับเกษตรกร
  6. มีสถานที่/ศูนย์การทดสอบทดลองเพื่อให้เกษตรกรสามารถดูงานได้

3) กระบวนการจัดการด้านการตลาด

  1. เครือข่ายเกษตรทฤษฎีใหม่เป็นตัวนำร่องในการจัดการด้านตลาดที่เน้นสินค้าปลอดสารพิษ
  2. การผลิตสื่อเพื่อแข่งขันกับสื่อที่โฆษณาสารเคมี ให้เกิดผลทั้งเชิงนโยบายและการปฏิบัติในพื้นที่อย่างทั่วถึง
  3. ถอดบทเรียน การจัดการของเครือข่ายเกษตรทฤษฎีใหม่มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานต่อไป
  4. เชื่อมประสานหน่วยงาน องค์กร ทั้งในภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมสนับสนุนในการสร้างและหาตลาดรองรับผลผลิต

4) การเชื่อมประสานหน่วยงาน องค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน ให้เกิดการร่วมมือสนับสนุน

  1. หน่วยงานทางภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตร สาธารณสุข โรงเรียน อบต. และอื่น ๆ
  2. สื่อภาคประชาชน ประสานร่วมมือกันเพื่อผลิตสื่อต่อสู้กับสื่อภาคธุรกิจสารเคมี
  3. ประเด็นทรัพยากรสิ่งแวดล้อม (ป่าชุมชน) โดยเฉพาะในเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ทำกินของเกษตรกร
  4. สุขภาพองค์รวมในการสร้างความเข้าใจผลจากการทำการเกษตรต่อสุขภาพ
  5. การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ด้านการเกษตรในพื้นที่ที่เหมาะสมและพร้อม
  6. สกว. สร้างงานวิจัยเพื่อรับรองภูมิปัญญาด้านการเกษตรของชาวบ้าน
  7. สร้างศูนย์ข้อมูลเผยแพร่ข่าวสาร องค์ความรู้สู่เกษตรกรและหน่วยงานภาครัฐอย่างทั่วถึง

5) ด้านการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารงานด้านเกษตรยั่งยืน

  1. การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อต่าง ๆ เช่น วิทยุ,โทรทัศน์,หนังสือพิมพ์ ฯลฯ
  2. ประสาน และแสวงหาความร่วมมือจากสื่อมวลชนท้องถิ่น

แนวทางที่สามารถผลักดันแนวคิดเกษตรกรรมแบบยั่งยืน สู่การปฏิบัติการจริงของจังหวัดสามารถทำได้ โดยทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ขั้นแรกนั้น คือ การสร้างการยอมรับทั้งในระดับตัวเกษตรกรและเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรระดับตำบล/อำเภอ/จังหวัด โดย

  1. เกษตรกรทำเป็นตัวอย่าง แล้วขยายผลไปยังเกษตรกรรายอื่น ๆ ให้เป็นวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
  2. จัดเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับเกษตรกรโดยเฉพาะ โดยเชิญเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรระดับตำบล/ อำเภอ และจังหวัดเข้าร่วมเวที โดยมีเวทีหลายระดับ (ตำบล/ อำเภอ/ จังหวัด  เน้นผู้เข้าร่วมเวทีเป็นกลุ่มที่หลากหลาย) ซึ่งต้องทำอย่างต่อเนื่อง
  3. การหนุนเสริมกลุ่มเกษตรกรทุกระดับ โดยมีหน่วยงานที่หนุนเสริม ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการเกษตร / อบต. / งานวิจัย ฯลฯ

ข้อเสนอแนะต่อการแก้ไขสถานการณ์/ ปัญหาทางด้านการเกษตรในปัจจุบัน

  1. เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีคิด เน้นผลิตเพื่อบริโภค เหลือจึงค่อยขายผลผลิต (ไม่เป็นไปตามกระแสบริโภคนิยม)
  2. การรวมกลุ่มของเกษตรกรเป็นเครือข่าย และพัฒนากลุ่มให้เข้มแข็ง เน้นฐานแน่น/ แข็งแกร่ง
  3. ผลักดันงานด้านเกษตรยั่งยืน เป็นแผนแม่บทของชุมชนและ อบต.
  4. การสร้างวิทยากรชุมชนด้านเกษตรยั่งยืนเพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้แก่เกษตรกรในแต่ละพื้นที่
  5. การหาตลาดเพิ่มเติมด้วยตัวเกษตรกรเอง เช่นในโรงเรียน หรือการเชื่อมโยงตลาดระหว่างกลุ่มเกษตรกรในแต่ละกลุ่ม
  6. การแสวงหาความร่วมมือกับองค์กรอื่น  ๆ ทั้งภาครัฐ/เอกชน
  7. เชื่อมโยงองค์ความรู้จากภายนอกสู่ชุมชน และการจัดทำฐานข้อมูลด้านเกษตรของชุมชนเพื่อใช้ประโยชน์
  8. การสร้าง ถ่ายทอดคนรุ่นใหม่ คือเยาวชน โดยการให้การศึกษาด้านเกษตรยั่งยืนในโรงเรียน เน้นทางด้านหลักสูตรการเรียนผสมผสานที่มีภาคปฏิบัติด้วย
  9. การปลูกจิตสำนึกให้แก่เด็กและเยาวชน
  10. มีการผลิตสิ่งทดแทนปุ๋ยเคมี/สารเคมี เช่น ทำปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยมูลสัตว์/ปุ๋ยพืชสด

วาระเร่งด่วนที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นในปี 2549
(จากเวทีสมัชชาเกษตรทางเลือก จ.แม่ฮ่องสอน # 1 วันที่ 25 ธันวาคม 2548)

  1. ผลักดันให้การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นวาระของจังหวัดแม่ฮ่องสอน
  2. สร้างชุมชนเกษตรยั่งยืนในบริบทของแม่ฮ่องสอน โดยเริ่มจากชุมชนวิจัยก่อน จำนวน 3 ชุมชน ได้แก่ บ้านป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง บ้านวังคัน อ.แม่ลาน้อย และบ้านแม่สุริน อ.ขุนยวม โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 3-5 ปี
   
  อรุณี เวียงแสง
  ที่ปรึกษาเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดแม่ฮ่องสอน
  มกราคม 2550