หน้าแรก

 
 

ข้อมูลศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้าน ปีงบประมาณ 2551 จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ศูนย์ส่งเสริมการศึกษาเพื่อการพัฒนา

 
 

1. ทบทวนการจัดการองค์ความรู้ด้านเกษตรยั่งยืน

1.1 จุดเริ่ม/ แนวคิดในการจัดการความรู้เกษตรยั่งยืน
การกำหนดเป้าหมายการจัดการองค์ความรู้ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้น จะพิจารณาคัดเลือก “เชิงประเด็น” เป็นอันดับแรก โดยจะวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาของจังหวัดเป็นหลัก และศึกษาวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของจังหวัดเป็นองค์ประกอบด้วยว่า สอดคล้องหรือไม่ ด้วยหวังว่าจะเกิดการมีส่วนร่วมของภาครัฐด้วย และที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่งคือ ควรมีฐานโครงการวิจัยของสกว.ในจังหวัดพอสมควร จากเงื่อนไขดังกล่าว พบว่า ประเด็นที่จะจัดการความรู้ในช่วงแรก ปี 2546-48 มี 2 ประเด็นคือ “เกษตรกรรมยั่งยืน
” และ “การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ”

เนื่องจากการจัดการองค์ความรู้เป็นเรื่องซับซ้อน และตัวความรู้เองก็มีจากหลายแหล่ง ทั้งภายนอกพื้นที่ และในพื้นที่  ไม่ว่าจะเป็นจากงานวิจัย จากประสบการณ์งานพัฒนา จากภูมิปัญญาท้องถิ่น อีกทั้งยังมีองค์ความรู้ที่อยู่ในตัวคน ที่ยังไม่ได้ถูกหยิบยก (Document) ขึ้นมาสื่อสาร ดังนั้นการจัดการจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนก่อน โดยเริ่มจากการทบทวนปัญหา/ เงื่อนไขของพื้นที่ ทบทวนยุทธศาสตร์/ นโยบาย/ แผนงานของส่วนต่าง ๆ เมื่อมีเป้าหมาย หรือประเด็นที่ชัดเจนแล้ว จึงมาตรวจสอบ/รวบรวมข้อมูล/ องค์ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ เพื่อการจัดการสู่การใช้ประโยชน์ หรือแก้ปัญหา หรือพัฒนาสู่เป้าหมาย (ดังภาพ ด้านบน)

1.2 ประเมินสถานการณ์ด้านการเกษตร จ.แม่ฮ่องสอน

    • ด้านกายภาพ  พื้นที่แม่ฮ่องสอนส่วนใหญ่จะเป็นภูเขาและที่สูง พื้นที่ทำการเกษตรมีน้อย และยังไม่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอกับการบริโภคในจังหวัด อีกทั้งมีความยากลำบากในการขนส่งผลผลิตสู่ตลาด บางพื้นที่ในฤดูฝนไม่สามารถเข้าถึงได้
    • ด้านชีวภาพ พืชหลักของจังหวัดได้แก่ ข้าว กระเทียม ถั่วเหลือง ถั่วลิสง และงา การปลูกข้าวนั้นใช้เพื่อการบริโภคเป็นหลัก กระเทียม ถั่วเหลือง ถั่วลิสง และงา ปลูกเพื่อขายเป็นส่วนใหญ่ สำหรับกระเทียมและงา ถือเป็นพืชสัญลักษณ์ ของคนแม่ฮ่องสอน ที่ชาวบ้านมีความรู้ความชำนาญในการปลูกเป็นอย่างดี และยังมีคุณภาพดีกว่าแหล่งอื่น ๆ เช่น กระเทียมสามารถนำไปทำพันธุ์ได้ดี  ส่วนงานั้น สามารถแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มได้หลายแบบ เช่น น้ำมันงา ขนมงา สบู่งา ครีมทาปาก ทาตัว โลชั่น เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีศักยภาพในการปลูกพืช ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่แตกต่างจากที่อื่น ๆ เช่นพืชเมืองหนาว เพราะหลายพื้นที่อยู่บนที่สูง
    • ด้านเศรษฐกิจและสังคม ด้วยมีชนเผ่าที่หลากหลาย เผาใหญ่ ๆ มี 7 เผ่า จึงทำให้มีความแตกต่าง ในวิถีชีวิต วิถีการผลิต เป้าหมายชีวิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนด สังคม/ เศรษฐกิจ คนส่วนใหญ่ เป็น กะเหรี่ยงและไทยใหญ่ ซึ่งมีวิถีชีวิตที่ค่อนข้างเรียบง่าย พอเพียง ที่เอื้อเป็นอย่างยิ่งในการทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืน แม้ว่าปัจจุบันจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกับเยาวชน คนหนุ่มสาว ที่มีค่านิยมในการเลียนแบบการบริโภคมากขึ้น และละเลยคุณค่าภูมิปัญญาดั่งเดิมของชนเผ่าตน แต่สังคมแบบเครือญาติยังคงความเข้มแข็งอยู่ในหลาย ๆ หมู่บ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหมู่บ้านที่อยู่ชายขอบที่ห่างไกล มีหลายหมู่บ้าน ที่ยังไม่รู้จักสารเคมีเกษตร หลายหมู่บ้านกำลังปลื้มกับสารเคมี ที่ใช้ได้ผลรวดเร็วทันใจ หาซื้อง่าย โดยขาดโอกาสที่ได้รับรู้ข้อมูลผลกระทบจากสารเคมีดังกล่าว การผลิตสาขาการเกษตรของจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีความสำคัญอันดับที่ 1  เมื่อเทียบกับส่วนแบ่งในผลิตภัณฑ์มวลรวม (GPP) ของสาขาอื่น ๆ  แต่เมื่อคิดเป็นตัวเงินจะไม่สูงนัก ในปี 2539 มูลค่า GPP ของสาขานี้มีเพียง 1,214 ล้านบาท และมีอัตราเพิ่ม 3.5 ซึ่งต่ำสุดเช่นกัน แสดงว่าพื้นที่การเกษตรของจังหวัดยังมีการขยายตัวน้อยมาก ด้วยข้อจำกัดด้านกายภาพและชีวภาพ ดังที่กล่าวมาแล้ว
1.3 ทบทวนยุทธศาสตร์/ แผนงาน/ กระแสสังคม

อาจกล่าวได้ว่า ประเด็นยุทธศาสตร์/ แผนงาน/ กระแสสังคมสำหรับเกษตรกรรมยั่งยืน ไม่มีปัญหา เพราะหากมองในยุทธศาสตร์ ชาติ (แผนฯ ชาติ ) ยุทธศาสตร์จังหวัด อำเภอ ล้วนตอบรับแนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืน เศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งยังมีนโยบายเรื่องอาหารปลอดภัย ครัวไทยสู่ครัวโลก ก็เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญยิ่ง
ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดยังได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์เชิงรุก ด้านเกษตรกรรมยั่งยืน โดย มีเวที 4 ครั้ง แบ่งเป็น โซนต่าง ๆ (เหนือ กลาง ใต้) ที่ครอบคลุมการเข้ามามีส่วนร่วมของคนทุกคน จนเกิดยุทธศาสตร์ร่วม ดังภาพด้านบน
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาจากการวิเคราะห์ร่วม ระหว่างรัฐ กับ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่ในทางปฎิบัตินั้นอาจจะยังไม่สามารถแปลงยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติได้มากนัก เพราะจะติดปัญหาด้านการจัดการภาครัฐ เพราะโครงการส่วนใหญ่จะเร่งดำเนินการ กระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านอาจถูกละเลยไป

1.4 การดำเนินงานที่ผ่านมา

การดำเนินกิจกรรม/ งาน ที่เกี่ยวเนื่องกับการขับเคลื่อนประเด็น “เกษตรกรรมยั่งยืน” ทั้งในด้านงานวิจัย และพัฒนา ระหว่างปี 2543 - 2547 ประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกัน คือ
ส่วนที่ 1  ด้านแนวทางการขับเคลื่อนของภาคประชาสังคมผ่านเวทีใหญ่ๆ   8  เวที   ได้แก่

  1. เวที “สร้างสรรปัญญา เพื่อพัฒนาแม่ฮ่องสอน”  เมื่อ วันที่ 20 ก.ค. 2543  จัดโดยประชาคมแม่ฮ่องสอน ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยภาค (สกว.ภาค) มีประเด็นการพูดคุยถึงแนวทางการพัฒนาสู่เกษตรยั่งยืนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในเรื่องต่าง ๆ เช่น   การวิเคราะห์ปัญหาเกษตรแผนใหม่ เงื่อนไขสู่ความสำเร็จที่ทำให้เกิดเกษตรยั่งยืน เทคนิค/วิธีการ และทางเลือกที่เหมาะสม เป็นต้น
  2. งานมหกรรมชุมชนเข้มแข็งจังหวัดแม่ฮ่องสอน  เมื่อวันที่ 15-17 พ.ค. 2544  จัดโดยเครือข่ายเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีการพูดคุยถึงประเด็นเกษตรยังยืนในเรื่อง สถานการณ์ด้านการเกษตรในอดีต-ปัจจุบัน และแนวทางการทำการเกษตรที่องค์กรชุมชนต้องการ
  3. เวที “แนวทางและยุทธศาสตร์การจัดการและการใช้ประโยชน์งานวิจัยในจังหวัดแม่ฮ่องสอน”  เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2545  จัดโดยศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมกับ สกว. ในประเด็นเกษตรยั่งยืน เป็นการพูดคุยถึงแนวทางการผลักดัน/ ขับเคลื่อนแนวคิดเกษตรยั่งยืนไปสู่การปฏิบัติจริงของจังหวัดแม่ฮ่องสอนว่าจะทำได้อย่างไร
  4. เวทีวิชาการ “งานมหกรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดแม่ฮ่องสอน ครั้งที่ 2” เมื่อ วันที่ 1-3 มี.ค. 2545  จัดโดยเครือข่ายคณะทำงานเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีการระดมความคิดและมีข้อสรุปในประเด็นเกษตรยั่งยืนเช่น ประเมินสถานการณ์ ปัญหา และศักยภาพในการดำเนินงานที่ผ่านมาทั้งในระดับพื้นที่ และระดับกลุ่ม/ เครือข่าย/ จังหวัด   ได้แนวทางในการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหา การเคลื่อนต่อทั้งในด้านงานพัฒนาและงานวิจัย ทั้งในระดับจังหวัด และระดับอำเภอ และได้กลไกการเคลื่อนงานในแต่ละอำเภอ
  5. เวทีวิชาการ “งานมหกรรมสิ่งดีดี จังหวัดแม่ฮ่องสอน ครั้งที่ 3” เมื่อ วันที่ 24-26 พ.ย. 2545  จัดโดยเครือข่ายคณะทำงานเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีการระดมความคิดและมีข้อสรุปในประเด็นเกษตรยั่งยืน เช่น แลกเปลี่ยนความก้าวหน้าการพัฒนางานเกษตรยั่งยืนของแต่ละอำเภอ วิเคราะห์ปัญหาการดำเนินงานที่ผ่านมาโดยภาพรวม และมีข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์เกษตรยั่งยืนแก่ผู้เกี่ยวข้อง
  6. เวทีวิชาการ “งานสืบสานประเพณีของดีแม่ฮ่องสอน ครั้งที่ 4” เมื่อ วันที่ 27-29 มค. 2547  จัดโดยเครือข่ายคณะทำงานเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่อำเภอแม่ลาน้อย มีการระดมความคิดและมีข้อสรุปในประเด็นเกษตรยั่งยืน เช่น แลกเปลี่ยนความก้าวหน้าการพัฒนางานเกษตรยั่งยืนของแต่ละอำเภอทบทวนเป้าหมายและยุทธศาสตร์เกษตรยั่งยืน ทบทวนกลไกการจัดการ เงื่อนไข / ข้อจำกัดในการปรับเปลี่ยน วิเคราะห์ความต้องการปรับเปลี่ยนสู่เกษตรยั่งยืน จ.แม่ฮ่องสอน และกำหนดแผนงาน กิจกรรมดำเนินการ ในแต่ละด้าน
  7. เวทีสาธารณะเพื่อเชื่อมประสานการพัฒนา เรื่อง “การปรับเปลี่ยนสู่เกษตรกรรมยั่งยืน: การสร้างปัจจัยเอื้อ และกระบวนการส่งเสริมเกษตรกร” เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 มีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม 100 คน ทั้งนี้เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มีข้อมูล องค์ความรู้ต่าง ๆ ในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง  “กระบวนการส่งเสริมเกษตรยั่งยืน” และข้อมูล    “ ทุนเดิม” ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น องค์ความรู้ ผู้รู้ ชุมชนเกษตรยั่งยืน กลุ่ม และเครือข่าย ต่าง ๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่ เพื่อให้สามารถเชื่อมประสานศักยภาพจากส่วนต่าง ๆ มาหนุนเสริมการทำงานซึ่งกันและกัน ให้เกิดพลังในการผลักดันให้แม่ฮ่องสอนสามารถผลิตอาหารที่ปลอดภัย และเพียงพอต่อการบริโภคในจังหวัดให้ได้
  8. การจัดทำยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืน จ.แม่ฮ่องสอน ระหว่างวันที่ 13-17 มิถุนายน 2547 โดยจัดร่วมกับเชิงบูรณาการ จำนวน 3 ครั้ง  แบ่งเป็นกลุ่มอำเภอ 3 โซน (เหนือ กลาง ใต้ )ผลคือมียุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ของจังหวัดที่เป็นยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อรองรับกับนโยบายด้านเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ส่วนที่ 2 ด้านงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีทั้งหมด 6โครงการและมีพื้นที่ดำเนินการอยู่ใน อ.ขุนยวม จำนวน 4 โครงการ อ.เมือง 1 โครงการ และในระดับจังหวัด อีก 1 โครงการ ได้แก่

  1. การใช้จุลินทรีย์ในท้องถิ่น (IMO) กับการยอมรับของเกษตรกร อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน  โดยมี อ.วัลลภ สุวรรณอาภา เป็นหัวหน้าโครงการ (2544 – 2546 สิ้นสุดโครงการ)
  2. รูปแบบการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตสู่การลด ละ เลิกการใช้สารเคมีของชุมชน     ตำบลเมืองปอน อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน    มีคุณไพศาล ญาติศรี เป็นหัวหน้าโครงการ (2544 – 2546 สิ้นสุดโครงการ)
  3. การศึกษาทางเลือกที่เหมาะสมในการพัฒนาคุณภาพกระเทียม โดยไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรในกรณีบ้านแม่สุริน อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน   มีคุณบุญสุข เตือนชวัลย์   เป็นหัวหน้าโครงการ (2545 – 2546 สิ้นสุดโครงการ)
  4. กระบวนการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นเกษตรอินทรีย์อย่างมีส่วนร่วมของชุมชน อ.ขุนยวม  จ.แม่ฮ่องสอน มีคุณสังเวียน ดวงสุภา เป็นหัวหน้าโครงการ  (กค. 2546-มค.48)
  5. การจัดการองค์ความรู้และการขยายผลการผลิตและการแปรรูปน้ำมันงาปลอดสารพิษสู่วิสาหกิจชุมชนพึ่งตนเอง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน โดยมีคุณสุดานี คำดี เป็นหัวหน้าโครงการ (สิงหาคม 2546 – 2547 สิ้นสุดโครงการ)
  6. การพัฒนาและเสริมสร้างกลไกการจัดการองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืน เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน จ.แม่ฮ่องสอน (สิงหาคม 2546 2547 สิ้นสุดโครงการ )

ส่วนที่ 3  โครงการสังเคราะห์งานวิจัยเกษตรกรรมยั่งยืนภาคเหนือตอนบน (ได้รับการสนับสนุนจาก สกว. ภาค )โดยมีกิจกรรมในระดับจังหวัด (แม่ฮ่องสอน) ดังนี้

  1. ทบทวนทุนเดิมด้านเกษตรกรรมยั่งยืนจังหวัดแม่ฮ่องสอน
  2. จัดเวที ครั้งที่ 1 เพื่อเสนอผลการทบทวนทุนเดิมในพื้นที่ เสนอต่อผู้เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล สถานการณ์ ปัญหา ศักยภาพ ของพื้นที่ และกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนร่วมกัน ทั้งด้านงานวิจัยและพัฒนา  จัดเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2545 ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ผู้เข้าร่วม 35 คน
  3. จัดเวที ครั้งที่ 2 “กลไกการจัดการและเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน จ.แม่ฮ่องสอน” เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2546 ณ ศูนย์ส่งเสริมการศึกษาเพื่อการพัฒนา บ้านหนองป่าก่อ  อ.ขุนยวม ผู้เข้าร่วม 26 คน
  4. จัดประชุมเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดแม่ฮ่องสอน ครั้งที่ 1/2546                       ในวันที่ 21 มีนาคม 2546 ณ.บ้านปางหมู อ.เมือง
  5. จัดประชุมเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดแม่ฮ่องสอน ครั้งที่ 2/2546 ในวันที่ 10 - 11 พฤษภาคม 2546  ณ.ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ต.แม่นาเติง อ.ปาย
  6. นำเสนอข้อมูล “สถานการณ์เกษตรกรรมยั่งยืน จ.แม่ฮ่องสอน” ต่อที่ประชุม คณะกรรมการบริหารโครงการส่งเสริมการผลิตเกษตรอินทรีย์และตลาดนัดสินค้าชุมชน จังหวัดแม่ฮ่องสอน” โดย นางสาวอรุณี เวียงแสง ที่ปรึกษาเครือข่าย

    1.5 ปัญหาในการพัฒนา/ ส่งเสริมเกษตรยั่งยืน จ.แม่ฮ่องสอน

แม้ว่าทุกภาคส่วนจะสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืน มาเป็นเวลานาน และแม่ฮ่องสอนก็มีสภาพที่เหมาะสมในการทำเกษตรกรรมยั่งยืน ในหลาย ๆ เรื่อง ดังได้กล่าวข้างต้น แต่การดำเนินงานด้านเกษตรกรรมยั่งยืน หากดูในเรื่องการปรับเปลี่ยนสู่ระบบเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรอย่างเต็มรูปแบบยังมีจำนวนน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงการปลุกกระแสการใช้สารชีวภาพ ทดแทนปุ๋ยเคมี ที่มีเป้าหมายเพียงการลดต้นทุนการผลิตเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งความรู้ความเข้าใจในกระบวนการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนของรัฐยังไม่ชัดเจนนัก จึงทำให้ การบรรลุเป้าหมายการปรับเปลี่ยนสู่เกษตรกรรมยั่งยืนในเชิงปริมาณ ยังไม่บรรลุ ปัญหาอื่น ๆ ที่ยังคงอยู่มีดังนี้

การใช้สารเคมีทางการเกษตรและผลของการใช้สารเคมี

            สถานการณ์ด้านการเกษตรในภาพรวมของจังหวัดแม่ฮ่องสอน  จากการวิเคราะห์ปัญหาระบบผลิตเกษตรแผนใหม่  ซึ่งสรุปผลจากการประชุมกลุ่มย่อย  เรื่อง  “เกษตรยั่งยืน”  ในเวทีจังหวัด  ครั้งที่ 1  เมื่อวันที่  20 กรกฎาคม 2545  พบว่า เป็นระบบการผลิตเพื่อการค้า ใช้สารเคมีในกระบวนการผลิตและมีแนวโน้มเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ ทำแบบเข้มข้น เกิดการพึ่งพิง ใช้ปัจจัยจากภายนอกสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงไปด้วย ผูกอยู่กับระบบสินเชื่อ ผลผลิตราคาตกต่ำหรือราคาผลผลิตไม่แน่นอนทำให้เกษตรกร มีหนี้สิ้นมากขึ้น นำไปสู่วัฏจักรของความยากจน ผลผลิตปนเปื้อนสารพิษ  ส่งผลกระทบต่อสุขภาพผู้ผลิตและผู้บริโภค 
นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่น ๆ อีก เช่น  เป็นการปลูกพืชเชิงเดียว เน้นพืชเศรษฐกิจเป็นหลัก ทำให้พืชที่ปลูกไม่หลากหลาย พันธุ์พืชพื้นเมืองที่มีคุณภาพดีได้สูญหายไปมาก ปัญหาแรงงานไม่พอเพียง  เครื่องมือเครื่องจักรทางการเกษตรไม่เพียงพอและปัญหาม๊อบ (เอกสารประกอบการประชุมย่อย กลุ่มที่ 2 ทิศทางการขับเคลื่อนเกษตรกรรมแบบยั่งยืน จังหวัดแม่ฮ่องสอน, 2545:5)
ณ ปัจจุบัน ปัญหาที่กล่าวข้างต้นยังคงอยู่ แม้ว่าจะเกิดกระแสการใช้สารชีวภาพในบางพื้นที่แล้วก็ตาม

ปัญหาเรื่องระบบการตลาด

  1. ยังต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางเป็นหลัก ตลาดกลางที่เป็นของเกษตรกรเองมีน้อย เช่น มีตลาดสินค้าชุมชน แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจ
  2. มีตลาดนัดสินค้าปลอดสารพิษ ที่เดียวเท่านั้นในจังหวัด คือ ที่ท่ารถ อ.ขุนยวม ที่ดำเนินการโดย เครือข่ายเกษตรทฤษฎีใหม่  โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนชุมชนในปี 2545 และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยเครือข่ายเกษตรทฤษฎีใหม่ เอง จนถึงปัจจุบัน แต่ก็ยังมีปัญหาทั้งด้านการจัดการผลผลิต และการจัดการด้านตลาด
  3. มีการดำเนินงานตลาดสีเขียว โดยเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกในปี 2547 แต่ก็ยังหาจุดลงตัวไม่ได้ ทั้งด้านการจัดการผลผลิต การจัดการตลาด

สาเหตุที่เกษตรกรไม่สามารถปรับเปลี่ยนระบบได้
แม้ว่าระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ จะก่อให้เกิดผลกระทบมากมาย แต่ก็ไม่สามารถทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่เกิดความตระหนัก พอที่จะหันหลังให้ระบบนี้ได้ ทั้งนี้อาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น

  1. ไม่มีเวลาพอที่จะหันมาทบทวนผลกระทบร่วมกันอย่างเป็นระบบ จึงไม่รู้ปัญหาที่แท้จริง
  2. เข้าสู่วงจรหนี้สินแล้ว จึงยากที่จะถอนตัว
  3. ขาดผู้กระตุ้น สนับสนุน ส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนแก่เกษตรกรอย่างเป็นระบบ
  4. การส่งเสริมในพื้นที่ยังมีน้อย เกษตรกรยังขาดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง ทั้งในแนวคิดหลักการเกษตรยั่งยืน ผลกระทบจากสารเคมีเกษตร เทคโนโลยีการผลิตเพื่อการทดแทนสารเคมี เช่น วิธีการใช้สารชีวภาพต่าง ๆ ระบบการปลูกพืชที่เหมาะสม การวางแผนการผลิต เป็นต้น
  5. ยังไม่มีสื่อโฆษณา หรือการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านนี้ที่เข้มข้น และเป็นรูปธรรมพอ
  6. ยังขาดความรู้ในระบบเกษตรทางเลือกอื่น ๆ  เป็นต้น

การใช้ระบบการผลิตทางเลือกอื่น ๆ เช่น ใช้สารชีวภาพ หรืออินทรียวัตถุต่าง ๆ ยังมีน้อย เนื่องจากเกษตรกรยังขาดความรู้ที่แท้จริง และยังไม่มั่นใจว่า จะได้ผลตอบแทนที่เพียงพอเหมือนการใช้สารเคมีหรือไม่ การใช้ส่วนใหญ่เป็นความสนใจเฉพาะบุคคล กลุ่มที่ทำเป็นรูปธรรมยังมีน้อย ไม่มากพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรรายอื่น ๆ อีกทั้งการใช้สารชีวภาพส่วนใหญ่ เป็นการนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น มากกว่าใช้เพื่อการเกษตร เช่น น้ำยาสระผม น้ำยาล้างจาน เป็นต้น และสาเหตุสำคัญที่ไม่ได้รับความสนใจจากเกษตรกร คือ การใช้สารดังกล่าวเห็นผลช้า ไม่รวดเร็วทันใจ ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะเห็นผล ทำให้เกษตรกรขาดความมั่นใจที่จะใช้

1.6 การให้ความหมายและกำหนดเป้าหมาย “การจัดการองค์ความรู้เกษตรกรรมยั่งยืน”
ทีมงาน Node แม่ฮ่องสอน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้พยายามให้ความหมาย เป้าหมาย และ Output  ของการจัดการองค์ความรู้และการจัดการชุดประเด็นของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น โดยร่วมกันคิดกับผู้เกี่ยวข้องหลายส่วน และมีการระดมความคิดกันครั้งล่าสุด ในเวทีเสวนานักวิจัย ครั้งที่ 9 (วันที่ 22 พฤศจิกายน 2546) สรุปได้ดังนี้
เกษตรกรรมยั่งยืน หมายถึง การผลิตที่ไม่กระทบต่อสภาพแวดล้อม สุขภาพของคน เพื่อให้เกิดความยั่งยืน รักษาไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในวันข้างหน้า เป็นการจัดการแบบธรรมชาติ ไม่เบียดเบียน ไม่เอาชนะธรรมชาติ บางพื้นที่สามารถเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว และวิถีชีวิตชุมชน /ชาวบ้าน เช่น การทำไร่หมุนเวียนทำให้มีแหล่งอาหารที่หลากหลาย ไม่ใช่เป็นเพียงการทำลายพื้นที่ทางธรรมชาติ ต้องดูว่าใครได้ประโยชน์และใครเป็นผู้ใช้ประโยชน์
การจัดการองค์ความรู้  หมายถึง การสร้าง การรวบรวม การจัดเก็บ การยกระดับความรู้ ทั้งภายนอก (ตำรา วิชาการ) และภายใน (คน/ ชุมชน) ให้เป็นระบบ โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน แล้วนำไปสู่วิถีชีวิตชุมชนมีการถ่ายทอดเกิดขึ้น เกิดการปฏิบัติอย่างยั่งยืน การเข้าถึงข้อมูล / องค์ความรู้แล้วนำไปแบ่งปัน ผลักดันเชื่อมต่อกับระดับนโยบายให้มีการปรับเปลี่ยน โดยองค์ความรู้ต้องต่อยอดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และมีการนำไปใช้ประโยชน์ ให้บรรลุเป้าหมายที่ร่วมกันกำหนดขึ้น
การจัดการองค์ความรู้ เกษตรกรรมยั่งยืน หมายถึง การสร้าง การรวบรวม การจัดเก็บ การยกระดับความรู้ การเกษตรที่ไม่กระทบต่อสภาพแวดล้อม สุขภาพของคน เป็นการจัดการแบบธรรมชาติให้เป็นระบบ โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน แล้วถ่ายทอดนำไปสู่วิถีชีวิตชุมชน เกิดการปฏิบัติอย่างยั่งยืน เป็นข้อมูลที่สามารถช่วยในการผลักดันเชื่อมต่อกับระดับนโยบายให้มีการปรับเปลี่ยน โดยองค์ความรู้ที่ได้มีการต่อยอดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และมีการนำไปใช้ประโยชน์ให้บรรลุเป้าหมายที่ร่วมกันกำหนดขึ้น

ความสำคัญ

เนื่องจากองค์ความรู้ที่มีเกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่อยู่กับตัวบุคคล หรือของชนเผ่าต่าง ๆ ที่ยังใช้ได้ในปัจจุบัน นั้นมีอยู่กระจัดกระจาย บางองค์ความรู้ก็มีการสืบทอดตามวิถีชีวิตและมีการปฏิบัติจริง บางองค์ความรู้ที่มีนั้นเริ่มที่จะสูญหาย หากไม่มีการฟื้นฟู หรือรวบรวม ไม่ว่าจะเป็นเพราะตัวบุคคลที่มีความรู้นั้นเสียชีวิต ไม่มีโอกาสที่จะได้สื่อหรือถ่ายทอดให้คนรุ่นหลัง ซึ่งองค์ความรู้ทั้งหลายเหล่านี้เป็นองค์ความรู้ที่สำคัญ มีคุณค่าควรที่จะได้รับการสืบทอด และนำไปใช้ประโยชน์ ดังนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิด การจัดการองค์ความรู้เกษตรกรรมยั่งยืนร่วมกันของภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมในแต่ละช่วงเวลา และพื้นที่ที่แตกต่างกัน

1.7 เป้าหมายในการจัดการองค์ความรู้

เป้าหมายสุดท้าย (สูงสุด)

เป้าหมายและทิศทางการขับเคลื่อนในภาพรวมของประเด็นด้านการเกษตรในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทั้งในด้านการพัฒนา และงานวิจัย โดย เป้าหมายสุดท้ายมุ่งเน้นไปสู่ระบบการผลิต ในรูปแบบ “เกษตรกรรมแบบยั่งยืน” ที่มุ่งเน้นการพึ่งตนเองมากที่สุด โดยให้เกิดความยั่งยืนทั้งในด้านระบบการผลิต ยั่งยืนในความคิด ยั่งยืนในการตลาด และยั่งยืนในชีวิต/สุขภาพ

เป้าหมายระยะสั้น ( 5 ปี)
เป้าหมายร่วม คือ “การสนับสนุนให้เกิดพื้นที่รูปธรรมเกษตรกรรมยั่งยืน การเกิดกลุ่ม- เครือข่าย ผู้ผลิตผู้บริโภคเกษตรยั่งยืน ที่สามารถร่วมกันขับเคลื่อนงานได้อย่างเข้มแข็ง” การกำหนดเป้าหมายในระยะสั้น ทำผ่านยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืน 5 ปี ที่ได้มีการทบทวนความชัดเจนร่วมกัน ในเวทีประเมินผลแบบมีส่วนร่วมเมื่อวันที่ 7-8 พค.48 ดังภาพด้านบน

้าหมายร่วม คือ “การสนับสนุนให้เกิดพื้นที่รูปธรรมเกษตรกรรมยั่งยืน การเกิดกลุ่ม- เครือข่าย ผู้ผลิตผู้บริโภคเกษตรยั่งยืน ที่สามารถร่วมกันขับเคลื่อนงานได้อย่างเข้มแข็ง” การกำหนดเป้าหมายในระยะสั้น ทำผ่านยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืน 5 ปี ที่ได้มีการทบทวนความชัดเจนร่วมกัน ในเวทีประเมินผลแบบมีส่วนร่วมเมื่อวันที่ 7-8 พค.48 ดังภาพด้านบน
2. ผลงานที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2546 - ปัจจุบัน
Node แม่ฮ่องสอน เริ่มดำเนินการจัดการองค์ความรู้เกษตรกรรมยั่งยืนมาตั้งแต่ ปี 2546 โดยใช้ฐานงานพัฒนาที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2542 ที่มีหน่วยงานรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรชุมชน ได้สร้างฐานคน ความรู้ และพื้นที่รูปธรรมเบื้องต้นระดับหนึ่ง เพื่อการต่อยอด  และใช้ฐานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ที่ได้เริ่มดำเนินการในปี 2544 ซึ่งส่วนนี้ทำให้เกิดความชัดเจนในเรื่อง กระบวนการเรียนรู้สู่เกษตรกรรมยั่งยืน ความรู้สู่การพัฒนาระบบ และการปรับเปลี่ยน และสามารถสร้างฐาน “คน” ที่ชัดเจนเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นจากปี 2545-2548 ที่เป็นผลพวงของการขับเคลื่อนงานทั้งระบบของผู้เกี่ยวข้องที่หลากหลาย สรุปผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ทั้ง 4ด้านได้ดังนี้

2.1การสร้าง/ พัฒนา/ ยกระดับ กลไกการจัดการเกษตรยั่งยืน
การสร้าง/ สนับสนุน “กลไกการจัดการ” ในระดับจังหวัด โดยโครงการสังเคราะห์งานวิจัยเกษตรกรรมยั่งยืน สกว.ภาค ที่ได้ดำเนินการตั้งแต่ มิถุนายน 2545- มีนาคม 2548 โดยมีการจัดเวที เพื่อประเมินสถานการณ์ด้านเกษตรกรรมยั่งยืนในจังหวัด 2 เวทีในปี 2545 จนเกิดการจัดตั้ง “เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจ.แม่ฮ่องสอน” ขึ้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2546 ในรูปของกรรมการ จำนวน 25 คน ที่เป็นตัวแทนจาก 7 อำเภอ ในเบื้องต้นยังไม่มีการระบุวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน แต่มีแผนงาน ปี 2546 รวม 5 เรื่อง คืองานด้านพัฒนาองค์กร/ เครือข่าย งานเชื่อมโยงเครือข่าย งานข้อมูลความรู้ งานระดมทุน และงานเผยแพร่/ ประชาสัมพันธ์ และเพื่อให้มีการทำงานต่อเนื่อง โครงการฯ ได้สนับสนุนการประชุมกรรมการเครือข่าย ครั้งที่ 1 – 2
และเพื่อให้มีงบประมาณในการทำงานได้ตามแผน ทั้ง 5 ด้าน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้พัฒนาเป็นโครงการวิจัย ที่ได้รับการสนับสนุน จาก คณะทำงานสนับสนุนโครงการวิจัยองค์กรชุมชน (สวอ.) โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เป็นเวลา 18 เดือน (กรกฎาคม 2546 – ธันวาคม 2547) ชื่อ “โครงการศึกษาเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างกลไกการจัดการองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืนเครือข่ายเกษตรทางเลือกจังหวัดแม่ฮ่องสอน” โดย สกว.แม่ฮ่องสอน ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงโครงการฯ สนับสนุนเชิงวิชาการและกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
ดือนกรกฏาคม 2547 เครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ได้สนับสนุนงานของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก    จ.แม่ฮ่องสอน ในการดำเนินงานพัฒนาเกษตรกรรมยั