หน้าแรก
 
 

พัฒนาการ Node แม่ฮ่องสอน 7 ปี  (พฤษภาคม 2543 – มิถุนายน 2550)

 
 

สู่ “องค์กรแห่งการเรียนรู้”

                ณ พศ. นี้ (2550) ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดแม่ฮ่องสอน (สกว.แม่ฮ่องสอน) มีการจัด “พัฒนาการขององค์กร” ที่แตกต่างไปจากเดิม ที่ได้ทำไปเมื่อ ปี 2546 เพราะ 4 ปีที่ล่วงผ่านนั้น เรามีประวัติศาสตร์ที่ยาวขึ้น เลยมาแบ่งยุคสมัยกันใหม่ เพื่อให้เห็นพัฒนาการขององค์กร ที่ทำงานไป เรียนรู้ไป และปรับการทำงานไปด้วย จากผลการสรุปบทเรียนอย่างต่อเนื่อง เราจึงได้ภาพใหม่ ของยุคสมัยในการพัฒนาองค์กร โดยแบ่งเป็น 4 ยุค ดังภาพ

ภาพพัฒนาการของ Node แม่ฮ่องสอน 4 ยุค

               

 

 

            














       แม้ว่าการแบ่งยุคสมัย จะมีคำเรียก “ชื่อยุค” ที่แตกต่างกันออกไป แต่ในกระบวนการทำงาน ณ ปัจจุบันนั้น ก็มีทั้งกระบวนการลองทำลองถอด การคิดใหม่ลองใหม่ การจัดการองค์ความรู้ และการใช้สติ สมาธิ ปัญญา ในการดำเนินงาน ที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้คนมากมาย เป็นการสะสมประสบการณ์จากจุดเน้นการทำงานตั้งแต่ยุคแรกจนถึงปัจจุบัน มาเป็นหลักการในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

 

สถานะปัจจุบัน            (มิถุนายน 2550) มีโครงการวิจัยที่ได้สนับสนุนทั้งหมด จำนวน 36 โครงการ แบ่งเป็น
                                  - สิ้นสุดโครงการ       27 โครงการ
                                  - กำลังดำเนินงาน      9  โครงการ
                                  โครงการวิจัยที่อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ 5 โครงการ และ 1 ชุดโครงการ

ยุคที่ 1

“ยุคลองทำลองถอด”
ในช่วงระยะเวลา 1 ปี 3 เดือน ( พ.ค. 43 – กค. 44 )

                การเปิดตัวก่อนเริ่มยุคที่ 1
ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2542 – เมษายน 2543  เป็นช่วงของการเปิดตัวงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นใน จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมี ศ.ดร. ปิยะวัติ บุญ-หลง และ ดร. สินธุ์ สโรบล นำทีมเข้ามาเปิดตัวในเวทีระดับจังหวัด และมีทีมของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน) และสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดแม่ฮ่องสอน (สปจ.) เป็นกลุ่มแกนหลักในการเข้าร่วมและจัดการเวที  ในช่วงแรกของการเปิดตัวนี้ยังขาดความชัดเจนในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะความเข้าใจในการนำแนวคิด/ หลักการของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นสู่ปฏิบัติการจริง ประกอบกับยังไม่มีผู้ที่จะเข้ามาเป็นตัวหลักในการเคลื่อนงานในพื้นที่ต่อเนื่องหลังจัดเวที ผลของการเปิดตัวทำให้เกิดกลุ่ม “ศึกษาพัฒนาแม่ฮ่องสอน” ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมในวันนั้น ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่ม โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดแม่ฮ่องสอน (สปจ.) เป็นประธานกลุ่ม (เกิดเฉพาะในเวทีไม่มีการทำงานต่อเนื่อง) หลังจากนั้นก็มีการสนับสนุนให้มีการพัฒนาโครงการ ผลคือมีเอกสารเชิงหลักการจากกลุ่ม สปจ. เสนอต่อ สกว.ภาค จำนวน  7 เรื่อง   ซึ่ง สกว.ภาค ได้รับไปพิจารณาต่อ แต่ก็ไม่มีโครงการใดที่ได้รับการพัฒนาให้สามารถดำเนินการได้

           จุดเริ่มต้นของยุคแรก
              งานในยุคแรกนี้ เริ่มต้นอย่างแท้จริง ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2543 – กรกฏาคม 2543  เมื่อคุณอรุณี เวียงแสง เป็นผู้เซ็นสัญญาระยะสั้นกับ สกว.ภาค (3 เดือน) ได้ร่วมกับประชาคมแม่ฮ่องสอนจัดเวทีจังหวัด เพื่อแสวงหาประเด็นวิจัยในภาพรวมของจังหวัด มีการเสนอตัวแทนของ 7 อำเภอ เพื่อเป็นตัวหลักในการที่ลงไปต่องานในพื้นที่  (เกิดเฉพาะในเวทีเช่นกัน ไม่มีการทำงานต่อเนื่อง) ผลของการเปิดเวทีทำให้เกิดการเสนอโครงการเข้ามา 1 โครงการจากกลุ่มของนักพัฒนาที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ชุมชน (คุณสภาวดี มีสิทธิ์ – พื้นที่วิจัยที่อ.ปางมะผ้า)
                ในช่วงนี้  บทบาทของการสนับสนุนและจัดการงานวิจัยฯ ยังต้องอาศัยทีม สกว.ภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระบวนการพัฒนาโครงการที่ยังเป็นแบบให้ผู้สนใจ (ที่ส่วนใหญ่เป็นนักพัฒนาอิสระ) เสนอเอกสารเชิงหลักการเข้ามาที่จังหวัด โดยที่จังหวัดยังไม่ได้เข้าไปเห็นพื้นที่  ผู้พิจารณาโครงการคือ ทีม สกว.ภาค ซึ่งมีประสบการณ์ระดับหนึ่ง โดยมีผู้ประสานงานจังหวัดร่วมเรียนรู้ จากการทำงานจริง และรูปแบบของการติดตามเป็นการติดตามเพื่อแสวงหาประเด็นวิจัย นักวิจัย และแสวงหาตัวผู้ประสานงานจังหวัดตัวจริงเป็นหลัก ยังไม่มีกระบวนการติดตามโครงการ เนื่องจากยังไม่มีโครงการที่ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการ
                สถานการณ์ของยุคที่ 1 จึงเป็นช่วงที่ทุกฝ่ายยังคลุมเครือ ยังไม่มีใครชัดเจนในแนวปฏิบัติตามหลักการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น มีแต่เจตนาที่ดี และความเชื่อที่ว่า มันเป็นงานวิจัยที่ง่าย ตัวแทนแต่ละอำเภอที่ได้มาก็ยังไม่ชัดเจนในบทบาทของตนเอง จึงทำให้ไม่เกิดการเคลื่อนงานต่อในพื้นที่เพื่อติดตามสนับสนุนให้เกิดโครงการวิจัยได้ แต่ก็ทำให้พอมองเห็นตัวคนที่จะเข้ามาเป็นแกนหลักในการประสานงาน
ปฎิบัติการในช่วง 1 ปี ของการก่อตัวและทดลองทำ
                ระยะ 6 เดือนแรก  ส.ค.43 – ม.ค.44  เป็นช่วงของการก่อตัวและแสวงหาโครงการเพื่อทดลองให้รู้จริงในกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น เริ่มมีการเคลื่อนงานอย่างเป็นรูปธรรมขึ้น  โดยมีผู้ประสานงานฯ บางเวลา (Past time) เข้ามารับผิดชอบในการเคลื่อนงาน 1 คน  (นางสาวอรุณี เวียงแสง) แต่กระบวนการทำงานช่วงแรกไม่สามารถเชื่อมต่อกับตัวแทนแต่ละอำเภอที่ได้มีการคัดเลือกไว้ได้ ทำให้การทำงานเป็นลักษณะ ลุยเดี่ยว  อยู่ช่วงหนึ่งในขณะนั้นบทบาทของผู้ประสานงาน ฯ เองก็ยังไม่ชัดเจนเช่นเดียวกันว่า จะต้องทำงานขนาดไหน ประกอบกับไม่มีงบประมาณในการจัดการต่าง ๆ  มีเพียงค่าตอบแทน เป็นข้อจำกัดของการทำงานทางหนึ่ง
                 กระบวนการแสวงหานักวิจัยใช้การเชื่อมต่อกับเครือข่ายเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชนเป็นหลัก  เช่น กองทุนชุมชน (SIF)  ประชาคมระดับต่าง ๆ   และชุมชนเมือง ซึ่งผลของการเคลื่อนงานในช่วงแรกทำให้เกิดเอกสารเชิงหลักการ (Concept paper) เสนอเข้ามา 10 เรื่อง มีเวทีพัฒนา/ พิจารณาโครงการในระดับจังหวัดขึ้น และมีการสนับสนุนการพัฒนาโครงการร่วมกับทีมสกว.ภาค จนสามารถเซ็นสัญญาได้ภายในช่วง 6 เดือน (ส.ค.43 – ม.ค.44) จำนวน 3 โครงการ  ในช่วงนี้โครงการที่เสนอในช่วงแรก ๆ ที่ค้างอยู่ที่ สกว.ภาค ก็ถูกถ่ายโอนมาให้ผู้ประสานงานจังหวัดดำเนินการต่อ ซึ่งมีจำนวน 7 โครงการ (ในระดับ Concept paper) นอกจากนี้ก็ยังมีโครงการที่ผ่านการพิจารณาและอนุมัติจาก สกว.ภาค แล้ว ส่งต่อมาให้เพื่อให้จังหวัดติดตามการดำเนินการอีก  2 โครงการ 
                ในระยะแรก ๆ นั้น การทำงานมุ่งเน้นการแสวงหาโครงการวิจัยใหม่ เป็นหลัก และเป้าหมายของการสร้างนักวิจัยชุดแรกคือ กลุ่มนักพัฒนาที่มีประสบการณ์ ในการทำงาน ร่วมกับชุมชนโดยใช้กระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วมมาพอสมควร และมีฐานความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน เพราะฝังตัวอยู่ในพื้นที่มานาน เนื่องจากในช่วงแรกนี้ตัวผู้ประสานงาน ฯ เองก็ยังไม่ชัดเจนในงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น การดึงกลุ่มนักพัฒนาเข้ามาทดลองทำวิจัยน่าจะทำให้ไม่ต้องออกแรงมากในการที่จะติดตามหนุนเสริม  ทำให้มีเวลากับการแสวงหาและพัฒนาโครงการได้เต็มที่ ผนวกกับผู้ประสานงานทำงานแบบบางเวลา (Past time) มีงานประจำที่ต้องรับผิดชอบหลัก กระบวนการติดตาม สนับสนุนงานโครงการในช่วงนี้จึงยังไม่มีการวางรูปแบบ และกลไกที่ชัดเจน ด้วยความมั่นใจในนักวิจัย ทีมวิจัย และทีมพี่เลี้ยง ที่มีศักยภาพพอสมควร  ประกอบกับโครงการพึ่งเริ่มต้นทำงานในระยะแรกทำให้ยังไม่เห็นผลกระทบหรือปัญหาที่เกิดขึ้น
                ปัจจัยเงื่อนไขที่ทำให้ยังไม่มีกระบวนการติดตามสนับสนุนงานโครงการที่ชัดเจนในช่วงแรก คือ

  1. โครงการที่ต้องติดตามยังมีน้อยเพียง 3 โครงการและพึ่งเริ่มต้นทำงาน ยังไม่เห็นปัญหาและผลกระทบ
  2. ความมั่นใจในศักยภาพของนักวิจัย ทีมวิจัย ทีมพี่เลี้ยงโครงการวิจัย
  3. มีผู้ประสานงานฯ Past time คนเดียวในการทำงาน และมีงานประจำที่ต้องทำ
  4. ยังไม่ชัดเจนในบทบาทหน้าที่ของผู้ประสานงาน ฯ ว่าจะต้องเข้าไปล้วงลึกกับโครงการวิจัยขนาดไหน หรือเป็นเพียงผู้ประสานระหว่างโครงการกับสกว.ภาค เท่านั้น
  5. ไม่มีงบประมาณ ในการจัดการเพื่อติดตามสนับสนุนโครงการวิจัย  มีเพียงค่าตอบแทน

ระยะ 6 เดือนหลัง   ก.พ.44 – ก.ค.44   มีการรับเจ้าหน้าที่ Full time เพิ่ม 1 คน (คุณธนันชัย มุ่งจิต) ในช่วงเดือน มี.ค.44  ทำให้สามารถเริ่มทำงานได้เต็มรูปแบบขึ้น  ทั้งในงานพัฒนาโครงการ และการติดตามงานโครงการ แต่ยังไม่ชัดเจนนัก  ในการทำงานช่วงนี้ยังคงเน้นที่การพัฒนาโครงการเป็นหลัก ทำให้มีโครงการที่เสนอเอกสารเชิงหลักการเข้ามาในช่วงนี้รวม 14 โครงการ และพัฒนาจนสามารถผ่านการอนุมัติ 7 โครงการ รวมมีงานโครงการที่ต้องติดตามในช่วงนี้  12 โครงการ  โดยแบ่งเป็นกลุ่มโครงการ 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มโครงการที่กำลังเขียนรายงานฉบับสมบูรณ์ (โดยขยายเวลา) มี 2 โครงการ 2) กลุ่มโครงการที่กำลังดำเนินงานระยะที่ 2 มี 2 โครงการ และ 3) กลุ่มโครงการที่กำลังดำเนินงานในระยะที่ 1 จำนวน 8 โครงการ   ซึ่งในช่วงนี้เองที่มีบางโครงการในกลุ่มแรก และกลุ่มที่ 2 เริ่มมีปัญหาในการทำงาน เนื่องจากขาดการติดตามอย่างใกล้ชิด ทำให้ Node ต้องมีการวางแผนลงติดตามโครงการ ร่วมกับทีม สกว.ภาค เพื่อช่วยสรุปบทเรียนและแก้ปัญหาโครงการ ในขณะเดียวกันก็เริ่มมีการวางแนวทางการสนับสนุนกลุ่มโครงการที่เพิ่งจะเริ่มต้นเซ็นสัญญาเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นจาก
บทเรียนโครงการในชุดแรก





รายละเอียดของโครงการที่ผ่านการอนุมัติในยุคที่ 1 จำนวน 12 โครงการ


ที่

ชื่อนักวิจัย

ประเด็นวิจัย

วันเริ่มโครงการ

สถานะ (เมื่อ 30 กค 44)

1

อ.สายทอง จันทร์เต็ม

การศึกษา

มีค. 2543

ขยายเวลาดำเนินการ

2

อ.ดวงใจ หล่อธนวณิชย์

การท่องเที่ยว

กพ. 2543

ขยายเวลาดำเนินการ

3

คุณสุภาวดี มีสิทธิ์

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ตค. 2543

กำลังดำเนินงานระยะที่ 2

4

คุณชาติชาย รัตนคีรี

สมุนไพร

ธค. 2543

กำลังดำเนินงานระยะที่ 2

5

คุณไชยา ประหยัดทรัพย์

การจัดการท้องถิ่น

มค. 2544

กำลังดำเนินงานระยะที่ 1

6

คุณอุดร วงศ์ทับทิม

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

มีค. 2544

กำลังดำเนินงานระยะที่ 1

7

คุณวัลลภ สุวรรณอาภา

เกษตรยั่งยืน

เมย.2544

กำลังดำเนินงานระยะที่ 1

8

คุณอธิพงค์ ฟองสมุทร

การจัดการทรัพยากร

เมย.2544

กำลังดำเนินงานระยะที่ 1

9

คุณไพศาล ญาติศรี

เกษตรยั่งยืน

กค. 2544

เพิ่งเซนต์สัญญา

10

คุณวิไลวรรณ ศรัทธาธรรม

เด็ก/ เยาวชน

กค. 2544

เพิ่งเซนต์สัญญา

11

คุณชา คีรีเกิดเกียรติ

การจัดการทรัพยากร

กค. 2544

เพิ่งเซนต์สัญญา

12

คุณสุทิพย์ เทพรัตน์

การจัดการทรัพยากร

กค. 2544

เพิ่งเซนต์สัญญา

แนวทางเกี่ยวกับการติดตามโครงการ   ประเด็นและกลไกเฉพาะ ที่ใช้ในการติดตามหนุนเสริมโครงการในช่วงนี้ คือ
                1)  กลุ่มโครงการที่ดำเนินงานในระยะที่ 2 มีประเด็นการติดตาม คือ

  1. ติดตามความก้าวหน้าโดยการร่วมกิจกรรมโครงการ เพื่อให้เห็นกระบวนการทำงานของทีมวิจัย และการมีส่วนร่วมของชุมชน
  2. จัดเวทีสรุปบทเรียนเพื่อแก้ปัญหาโครงการที่เริ่มมีปัญหา โดยร่วมกับ สกว.ภาค
  3. ประสานกับทีมพี่เลี้ยงโครงการเพื่อให้รู้สถานการณ์โครงการ
  4. ใช้ช่วงเวลาที่นักวิจัยต้องเขียนรายงานความก้าวหน้า ติดตามข้อมูลโครงการเพื่อหนุนเสริมในการเขียนรายงาน

2)  กลุ่มโครงการที่กำลังดำเนินการระยะที่ 1 และเซ็นสัญญาใหม่ มีประเด็นการติดตาม คือ

  1. จัดเวทีเตรียมความพร้อมนักวิจัยและทีมงาน เพื่อสร้างความเข้าใจเพิ่มเติมในกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น ทำความเข้าใจกับประเด็นข้อมูลโครงการที่ต้องจัดเก็บ  หนุนเสริมองค์ความรู้ในเทคนิคกระบวนการ และเครื่องมือ ในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลแบบมีส่วนร่วม โดยจัดร่วมเป็นกลุ่มโครงการในพื้นที่อำเภอเดียวกัน
  2. หนุนเสริมให้เกิดเครือข่ายนักวิจัยในพื้นที่เดียวกัน เพื่อที่นักวิจัยจะได้ติดตามหนุนเสริมกันเองภายในพื้นที่ ซึ่งจะมีความใกล้ชิดกันมากกว่า Node

นอกจากนี้ยังใช้กลไกอื่น ๆ ที่ใช้ในการติดตามโครงการในภาพรวม เช่น

  1. ใช้เวทีพัฒนา/ พิจารณาโครงการ ทั้งในระดับจังหวัด และในพื้นที่เป็นบางครั้ง โดยดึงโครงการวิจัยที่ดำเนินงานอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงมาร่วมในเวที ซึ่งทำให้รู้ความเคลื่อนไหวของโครงการได้ และเป็นการพัฒนาศักยภาพทีมวิจัยไปในตัวด้วย
เกิดเวทีเสวนานักวิจัยครั้งที่ 1 ในเดือน พ.ค.44 เพื่อเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยทุกโครงการได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำงานซึ่งกันและกันในแต่ละกระบวนการ แต่ละขั้นตอนของการดำเนินงานโครงการวิจัย  บทเรียนทั้งในด้านดี และในด้านที่เป็นปัญหาถูกนำเสนอ เพื่อให้เกิดการรับรู้และแก้ไขร่วมกัน ผลทำให้เกิด “เครือข่ายนักวิจัย” ในระดับจังหวัด ทุกโครงการรู้จักกัน และได้ร่วมกำหนดแนวทางการจัดการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในภาพรวมของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อให้เป็นการจัดการร่วมทั้งทีมงาน Node เครือข่ายนักวิจัยฯ

ผลของงานในยุคที่ 1
มีโครงการให้ Node ได้ทดลองจัดการติดตามสนับสนุนมากพอ (12 โครงการ)  ทำให้เริ่มรู้และเข้าใจในการจัดการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่ชัดเจนขึ้นบ้างในบางกระบวนการ  บางขั้นตอน  แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมด  ที่สำคัญคือเริ่มรู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้ในช่วงแรก โดยเฉพาะในกระบวนการติดตามสนับสนุนโครงการ เพื่อให้สามารถดำเนินการบรรลุตามวัตถุประสงค์โครงการได้ 
                บทเรียนบางเรื่องที่ได้รับหลังจากผ่านการทำงานในช่วงนี้ที่ทำให้เริ่มรู้ตัวว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด และรู้จุดบกพร่องของการจัดการงานวิจัย และการติดตามโครงการวิจัย  เช่น

  1. นักวิจัยยังไม่ชัดในหลักการและกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น โดยเฉพาะขาดความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างงานวิจัยกับงานพัฒนา ซึ่งนักวิจัยในช่วงแรกส่วนใหญ่เป็นนักพัฒนาเกือบทั้งสิ้น ตัวชี้ที่ชัดเจนมากคือ การมุ่งเน้นแก้ปัญหาให้ได้ มากกว่าการให้ความสำคัญกับกระบวนการศึกษา บันทึก วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลความรู้ และยังขาดการใช้ข้อมูลความรู้ในการตัดสินใจกำหนดแผนการแก้ปัญหา (ศึกษาข้อมูลแต่นำมาใช้ตัดสินใจน้อย)
  2. ทีมงานพี่เลี้ยง (Node) เอง ยังขาดทักษะในการจัดการและหนุนเสริมโครงการวิจัย
  3. มีข้อสงสัย หรือมีคำถามต่อคุณภาพของงานวิจัย
  4. มีข้อข้องใจในกระบวนการมีส่วนร่วม และ ความเหมาะสมของกลิ่นอายงานวิจัยว่าขนาดไหนจึงเรียกว่างานวิจัยเพื่อท้องถิ่น

ยุคที่ 2
 

คคิดใหม่ ลองใหม่”
ช่วง 2 ปี ของการปรับเปลี่ยน และพัฒนารูปแบบการติดตามงาน (ส.ค.44 – ก.ค. 46)

หลังจากผ่านการทำงานมาเป็นเวลา 1 ปี 3 เดือน มีสถานการณ์ต่าง ๆ ปรากฏขึ้นมากมาย
ภายใต้การจัดการและติดตามสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ทำให้ทีมงานต้องกลับมาทบทวนและถอดบทเรียนจากการทำงานที่ผ่านมา ประเมินผลที่เกิดขึ้น  เพื่อนำมาสังเคราะห์ หารูปแบบ และกลไกในการในการติดตามงานที่ชัดเจน เข้มข้น และเป็นระบบมากขึ้น  ซึ่งในช่วงนี้มีโครงการวิจัยที่ต้องติดตามสนับสนุนการดำเนินงานจากเดิมเมื่อสิ้นสุดยุคที่ 1 รวม 12 โครงการ  และในช่วง 2 ปี ของยุคที่ 2 นี้ เพิ่มขึ้นอีกเพียง 6 โครงการ Node ได้มีการรับเจ้าหน้าที่ Full time เพิ่มอีก 1 คน (คุณโสภณ ทุนยี่) ทำให้ Node มี บุคลากรในการทำงาน 3 คน
งานที่ทำในยุคที่ 2
                ในช่วงนี้มีงานหลัก ๆ ที่ได้ดำเนินการ ใน 6 ส่วนดังนี้

  1. การถอดบทเรียน ร่วมกันระหว่าง Node โครงการวิจัย และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อผลิตคู่มือ 2 เล่มได้แก่ “คู่มือการจัดการ Node” และ “คู่มือการจัดการโครงการวิจัย” (ไม่มีการจัดพิมท์เผยแพร่ในช่วงนั้น)
  2. การติดตามโครงกา เพื่อพัฒนาคุณภาพงานวิจัย และปิดโครงการ (ปิดได้ 6 โครงการ)
  3. การจัดการองค์ความรู้ใน 2 ประเด็น คือ เกษตรกรรมยั่งยืน และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ซึ่งเป็นการ “ลองทำ” เพราะเห็นว่า มีฐานงานวิจัยมากพอ ใน 2 ประเด็นข้างต้น แต่ ก็เป็นเพียงจุดเริ่ม ที่สามารถ “แตะ” บางกิจกรรมเพียงผิวเผินเท่านั้น เช่น การสำรวจ/ สังเคราะห์องค์ความรู้ การจัดเวทีสาธารณะ และการจัดทำฐานข้อมูล เป็นต้น
  4. การพัฒนาโครงการ ที่สืบเนื่องจากข้อ 3 จำนวน  4 โครงการ (ได้รับอนุมัติ 2 โครงการ) รวมถึงการพัฒนาโครงการที่เสนอ ฝ่าย 4 จำนวน 1 โครงการ และเสนองานวิจัย พอช. จำนวน 2 โครงการ รวมได้รับการอนุมัติ 5 โครงการ
  5. การเชื่อมโยงภาคีเครือข่าย/ ร่วมดำเนินงา กับหน่วยงานที่สนับสนุนงานวิจัย “ชาวบ้าน” เช่น พอช. สทบ. โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน โครงการชีวิตสาธารณฯ ฯลฯ
  6. การจัดทำฐานข้อมูล เพื่อการจัดทำรายงาน และเผยแพร่ รวมถึงการจัดทำ Website ของ Node แม่ฮ่องสอน

                         นับเป็นงานที่หนักมาก สำหรับเจ้าหน้าที่ เต็มเวลา เพียง 2 คน และเจ้าหน้าที่บางเวลา 1 คน ทำให้บางกิจกรรมไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน เช่น เวทีเสวนานักวิจัย (จัดต่ำกว่าแผน 1 ครั้ง) เวทีนำเสนอผลงานวิจัย (จัดต่ำกว่าแผน 1 ครั้ง) การพัฒนาโครงการที่ตั้งเป้าไว้ 8 โครงการ ต่อปี แต่ในช่วง 2 ปีนี้ได้รับการอนุมัติเพียง 6 โครงการเท่านั้น ทั้งนี้เป็นเพราะโครงการวิจัยที่ Node ต้องดูแลติดตาม ในช่วง ยุคที่ 1 มีทั้งสิ้น 12 โครงการ ในปีที่ 2 ของยุค  มี 12 โครงการ ที่เป็นช่วงเขียนรายงานฉบับสมบูรณ์  มี 4 โครงการที่ต้องเขียนรายงานความก้าวหน้า
                         สรุปว่า Node  ต้องอ่านรายงานต่าง ๆ รวม 16 เล่ม รายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเล่มแรก ๆ ที่นักวิจัยต้องเขียนนั้น เป็นเรื่องยากยิ่งเพราะไม่รู้จะเรียบเรียงอย่างไร สกัดเอาอะไรมานำเสนอได้บ้าง เพราะข้อมูลมีมาก ทุกคนขาดประสบการณ์ และทักษะ รวมทั้งพี่เลี้ยงเองด้วย บางโครงการที่เป็นชาวบ้านล้วน Node ได้ให้ความช่วยเหลือหลายรูปแบบ เช่น การอัดเทปเนื้อหาตามประเด็นรายงาน โดยทีม Node เป็นผู้เรียบเรียงให้ บางโครงการมีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมร่วมกัน เป็นต้น
                         อุปสรรคอีกประการหนึ่งที่ทำให้การจัดเวทีต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ยาก เพราะเป็น “ช่วงเครียด” ของโครงการวิจัย ทั้งนี้เป็นเพราะไม่มีใคร “ถนัด” ในเรื่องการเขียนรายงาน แม้ว่า นักวิจัยจะเป็นใครก็ตาม (นักวิชาการ/ นักพัฒนา/ ครู/ นักวิจัยอิสระ/ ชาวบ้าน) ก็ต้องใช้เวลามากทั้งสิ้นในการเขียนรายงาน (มีการขยายเวลาทุกโครงการ)  แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า นักวิจัยชาวบ้านจะเขียนรายงานได้เร็วกว่านักวิจัยอื่น ๆ ทั้งนี้เพราะ Node จะช่วยเหลือดังที่กล่าวมาแล้ว
                          อย่างไรก็ตาม งานใหม่ เช่น การจัดการองค์ความรู้นั้น สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย โดยเกิด กลไกการจัดการในระดับจังหวัด ใน 2 ประเด็นหลักข้างต้น คือ เกิดเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก จ.แม่ฮ่องสอน ที่ก่อตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2546 และ คณะทำงานด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นฐาน ที่แต่งตั้งโดยผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อเดือนมิถุนายน 2546 ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนงานทั้ง 2 ประเด็นควบคู่ไปกับการจัดการองค์ความรู้ของ Node
                         ส่วนงานในประเด็นการเชื่อมโยงเครือข่ายเพื่อการสนับสนุน “งานวิจัยชาวบ้าน” ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ก็เป็นไปได้ด้วยดี เช่น การพัฒนาโครงการระดับเครือข่าย 2 โครงการ ซึ่งได้รับการอนุมัติจาก พอช ภาคเหนือ เป็นต้น นอกจากนี้ Node ยังร่วมกับ สกว.กลาง (ฝ่าย 4 ) พัฒนาโจทย์วิจัย “การจัดการองค์ความรู้เชิงพื้นที่” ของอำเภอปางมะผ้า จนสามารถได้รับการอนุมัติจากฝ่าย 4 จำนวน 1 โครงการ
รายละเอียดของโครงการที่ผ่านการอนุมัติในยุคที่ 1 จำนวน 6 โครงการ


ที่

ชื่อนักวิจัย

ประเด็นวิจัย

วันเริ่มโครงการ

สถานะ (เมื่อ 30 กค 46)

1

อ.ลัดดา ไหวดี

การศึกษา

กย. 2544

ขยายเวลาดำเนินการ

2

คุณภากร กังวานพงษ์

องค์กรและการจัดการ

ตค. 2544

ขยายเวลาดำเนินการ

3

คุณหลี อักษรธรรมชาติ

การจัดการทรัพยากร

มีค. 2545

ปิดโครงการแบบไม่สมบูรณ์

4

คุณสุมนมาลย์ สิงหะ (1)

สมุนไพร

มีค. 2545

สิ้นสุดโครงการ

6

คุณบุญสุข เตือนชวัลย์

เกษตรยั่งยืน

สค. 2545

กำลังดำเนินงานระยะที่ 2

5

คุณสุมนมาลย์ สิงหะ (2)

สมุนไพร

กย. 2545

กำลังดำเนินงานระยะที่ 2

           ผลการดำเนินงานในยุคที่ 2

  1. การพัฒนาศักยภาพทีมงาน

แผน

  1. ทีมงานสนับสนุนงานวิจัย (Node )ในเรื่องทักษะในการให้ข้อเสนอแนะในเวทีพัฒนาโครงการ ทักษะการจัดเวทีแบบมีส่วนร่วม ทักษะในการทำสัญญา การติดตามงาน  การบริหารจัดการ การเงิน/ บัญชี
  2. ทีม Reader พัฒนาตนเองโดยสามารถ อ่านรายงานโครงการวิจัยพร้อมข้อเสนอแนะต่อโครงการ
  3. ทีมที่ปรึกษา ช่วยในด้าน การพัฒนาโครงการ การติดตามงานในพื้นที่ ตามแต่เวลาจะอำนวย

กิจกรรม

  1. พัฒนาทักษะการเสนอแนะในเวทีพัฒนาโครงการ การจัดเวทีแบบมีส่วนร่วม การติดตามงาน และการบริหารจัดการ Node ทำในลักษณะ On The Job Training ตลอดช่วง 2 ปี
  2. มอบ รายงานต่าง ๆ ให้ ทีม Reader ลองอ่าน และให้ศึกษาข้อมูลในประเด็นนั้น ๆ พร้อม พูดคุยแลกเปลี่ยน และร่วมในการติดตามโครงการในบางครั้ง
  3. ที่ปรึกษา เข้าร่วมในเวทีเสวนานักวิจัย เวทีพัฒนาโครงการวิจัย เวทีประเมินผลเจ้าหน้าที่เต็มเวลา เวทีไม่เป็นทางการ การประชุม Node ฯลฯ

ผลงาน

  1. เจ้าหน้าที่เต็มเวลา 2 คน สามารถพัฒนาทักษะ ในทุกด้านข้างต้น “ในระดับหนึ่ง” ดูได้จากพัฒนาการของงานแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็น การเป็นวิทยากรกระบวนการ การจับประเด็น/ สรุปเวที ซึ่งทำได้เร็วขึ้น และไม่ต้องแก้ไขเพิ่มเติมมาก (กำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ หลังจากเวที) ส่วนการเสนอแนะในเวที ดูได้จากการยอมรับของผู้เกี่ยวข้อง(ยอมรับดี)
  2. ทีม Reader ไม่มีเวลา อ่านโครงการ เพราะทุกโครงการที่เสนอมาช้าอยู่แล้ว ได้ทดลองให้ ทีม Reader อ่าน จำนวน 3 โครงการ แต่ก็ไม่ได้รับข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
  3. ที่ปรึกษา สามารถช่วย ในเวทีพัฒนาโครงการ และเวทีต่าง ๆ ได้ตามเป้าหมาย
  1. การสนับสนุนให้เกิดงานวิจัย

แผน

  1. ทำงานผ่านเครือข่ายนักวิจัยที่มีอยู่แล้ว โดยมีการพบปะพูดคุย หาแนวทางร่วมกันอยู่เสมอ ให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เสริมองค์ความรู้ เพื่อให้สามารถมีข้อมูลแก่ผู้สนใจในงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ทันการณ์
  2. จัดเวทีในระดับหมู่บ้านเพื่อเข้าถึงชาวบ้านให้มากขึ้น
  3. เวทีพัฒนาโครงการ  เดือนละ 1  ครั้ง ซึ่งจะเป็นเวทีแบบสัญจร ไปตามอำเภอต่าง ๆ ตามความเหมาะสม หรือตามโครงการจากพื้นที่ที่เสนอเข้ามายัง Node

กิจกรรม

  1. ไม่มีการดำเนินการเพื่อกระตุ้นให้เครือข่ายนักวิจัย หาโครงการใหม่ ๆ แต่อย่างใด เพราะอยู่ในช่วงการชลอโครงการ และเกินกำลังที่ Node จะจัดการได้
  2. จัดเวทีพัฒนาโครงการ  รวม 11  คร