RE คืออะไร ทำไมต้องเขียน
               RE ย่อมาจาก Research Exploitation หมายถึง การใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเขียนเพื่อสื่อให้สาธารณชนทราบและเข้าใจว่าการดำเนินโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นก่อให้เกิดประโยชน์กับใครบ้าง ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ หรืองานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง และถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญถึงผลการดำเนินงานว่าสอดคล้องตามแนวคิดงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ที่มุ่งเน้นให้ผู้วิจัยหรือชุมชนได้รับประโยชน์จากงานวิจัยโดยตรงหรือไม่อย่างไร (พร้อมรายงานต่อแหล่งสนับสนุนทุนวิจัย)

โครงการแบบไหนที่สามารถนำมาเขียน RE ได้
               สืบเนื่องจากแนวคิด "งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น"(Community-Based Reserch) ที่มุ่งเน้นให้ "คน" ในที่ชุมชนเข้าร่วมกระบวนการคิด การตั้งคำถาม วางแผน และทำวิจัยเพื่อหาคำตอบอย่างเป็นระบบ และเรียนรู้จากการทำงานวิจัยเชิงปฏิบัติการจริง (Action Reserch) เพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง โดยมีกระบวนการทำงานอย่างเป็นเหตุเป็นผล และมีผลลัพธ์ที่คาดหวัง ดังนี้
               1. ชุมชนสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง พึ่งพาตนเองได้โดยอาศัยการตัดสินใจผ่านข้อมูล และความรู้ที่ได้จากการศึกษา
               2. เกิดความรู้ในท้องถิ่นและเป็นประโยชน์กับท้องถิ่นโดยตรง
               3. เกิดกระบวนการเรียนรู้โดยคนท้องถิ่นเอง ทำให้คนท้องถิ่น "เก่ง" ขึ้น และดำเนินงานในเรื่องอื่นได้ดีขึ้น
               4. เกิดกลไกการจัดการ หรือองค์กรภายในชุมชนที่จะดำเนินงานต่อไป ทั้งการหนุนเสริมให้องค์กรที่มีอยู่ให้ทำงานได้ดีขึ้น หรือการสร้างกลไกใหม่ในชุมชน

               ดังนั้น โครงการวิจัยที่สามารถนำมาเขียน RE ได้จะต้องเห็นรูปธรรมการใช้ประโยชน์อย่างชัดเจน ดังนี้
               1. มีกระบวนการวิจัยและ output ของโครงการวิจัยที่เกิดประโยชน์กับชุมชนอย่างชัดเจน เช่น กระบวนการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นและนำเข้าสู่กระบวนการเรียนการสอน
               2. มีผลกระทบชัดเจน (Impact -ผลที่ไม่ได้คาดหวังตาม output โครงการ) นั่นคือ
                  O เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในชุมชน เช่น
                    - หน่วยงานต่าง ๆ ให้การตอบรับงานวิจัยหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงแนวคิด เช่น อบต.ปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำงานเป็นแบบมีส่วนร่วมมากขึ้น ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการให้ดำเนินตามแผนการจัดการของชุมชน อบจ.ให้การสนับสนุนงบประมาณทดลองประตูน้ำในแบบชาวบ้าน 2 ประตู
                    - การเป็นแหล่งศึกษาดูงาน
                    - การได้รับรางวัลต่าง ๆ
                    - เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่นำไปสู่การแก้ปัญหา
                  O ทีมวิจัยและเพื่อนร่วมกระบวนการเกิดการเรียนรู้ มีศักยภาพเพิ่มขึ้น เช่น การจดบันทึกได้ดี นำเสนอผลงานวิจัยในที่สาธารณะได้ดี มีการใช้กระบวนการวิจัยในการแก้ปัญหาอื่น ๆ ทีมวิจัยเป็นวิทยากรทั้งภายในและนอกพื้นที่
                  O เสริมสร้างกลไกการแก้ปัญหาเดิมในชุมชน หรือเกิดกลไกใหม่ที่จะสานต่อ เช่น คณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้เป็นระบบและรับฟังความเห็นของสมาชิกมากขึ้น
               3. เกิดการขยายผล เช่น มีชุมชนอื่นมานำรูปแบบไปใช้ สื่อมวลชนเข้าไปช่วยเผยแพร่ผลการดำเนินงานสู่สาธารณะ
               4. เกิดการต่อยอด คือ เกิดโจทย์วิจัยใหม่ที่ยากขึ้น หรือ ใหญ่ขึ้นในพื้นที่เดิม

จะเขียน RE ได้เมื่อไหร่
               ทุกโครงการที่เห็นการใช้ประโยชน์ดังกล่าวอย่างชัดเจน ในโครงการหนึ่ง ๆ สามารถนำมาเขียน RE กี่ครั้งก็ได้ เมื่อเห็นการใช้ประโยชน์เกิดขึ้นทั้งในระหว่างการดำเนินงาน หรือโครงการสิ้นสุดแล้ว

แนวทางการเขียน RE
               ลักษณะการเขียน RE จะเป็นแบบบทความโดยทั่วไป แต่มุ่งเน้นความกระชับและความน่าสนใจเพื่อสื่อให้ผู้อ่านทราบถึงผลของการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยเป็นสำคัญ จึงไม่ควรจะยายเกินไปนัก โดยปกติเขียนประมาณ 5 - 15 บรรทัด และให้เห็นองค์ประกอบหลักต่อไปนี้
               1. ความเป็นมาของโครงการเป็นอย่างไร ระบุชื่อโครงการ หัวหน้าโครงการ และเหตุที่ทำโครงการ
               2. กระบวนการที่นำไปสู่ output ของโครงการวิจัยเป็นอย่างไร ที่เชื่อมโยงไปสู่การใช้ประโยชน์
               3. มีการใช้ประโยชน์อย่างไร โดยใคร ที่ไหน เมื่อไหร่

เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะดังกล่าว มีข้อเสนอแนะนำในการเขียน ดังนี้
               1. ก่อนการเขียน RE ควรระลึกถึงวัตถุประสงค์ในการเขียน และคำนึงถึงผู้อ่านเป็นหลัก
               2. การเริ่มต้นเขียน ควรมุ่งไปที่การลำดับหัวเรื่อง การนำเสนออย่างต่อเนื่องเป็นระเบียบ มากกว่ากฎเกณฑ์ทางภาษาและหลักไวยากรณ์ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านทำความเข้าใจกับเนื้อหาได้ดีขึ้น และไม่สับสน
               3. แนวทางในการลำดับเรื่อง ควรเริ่มจากคำถามว่า ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไม และอย่างไร เพื่อให้เห็นองค์ประกอบหลักดังกล่าว แล้วจึงนำมาพิจารณาเปรียบเทียบว่า องค์ประกอบใด มีความโดดเด่นและน่าสนใจมากที่สุดในเรื่องนั้น ๆ ก็อาจจะเริ่มต้นด้วยองค์ประกอบนั้นก่อน แล้วไล่ลำดับองค์ประกอบอื่น ๆ ตามมา ดังนั้น สไตล์การเขียน RE อย่างหนึ่งก็คือ การเขียนสลับองค์ประกอบต่าง ๆ กัน
               4. การตั้งชื่อเรื่อง ควรเน้นที่ประเด็นการนำไปใช้ประโยชน์ ไม่ได้ตั้งชื่อตามโครงการวิจัย และควรมีความสอดคล้องกับเนื้อหาที่ตามมา รวมทั้งควรมีสีสันเพียงพอที่จะดึงดูดความสนใจ ของผู้อ่านได้ตั้งแต่แรก
               5. ความยาวของ RE ขึ้นอยู่กับขึ้นอยู่กับรายละเอียดของเรื่องที่ต้องการนำเสนอ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรยาวมากนักจนกลายเป็นเยิ่นเย้อ โดยทั่วไปควรอยู่ที่ประมาณ 5 -15 บรรทัด
               6. ควรใส่ "ข้อมูล"ที่น่าเชื่อถือ ถูกต้อง เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับงานเขียน
               7. ควรใช้ภาษาเรียบง่าย สั้น กระชับ พยายามเขียนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย
               8. ควรหลีกเลี่ยงภาษาวิชาการในการนำเสนอ ถ้าในกรณีที่เป็นคำเฉพาะ ควรให้คำอธิบายกำกับสั้น ๆ ที่ง่ายต่อความเข้าใจ
               9. ย่อหน้าแรกของ RE ไม่แนะนำให้ขึ้นต้นด้วยคำกริยา หรือคำขยาย ควรเป็นประโยคสมบูรณ์
               10. การสะกดคำ โดยเฉพาะคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ ถ้าไม่แน่ใจให้ตรวจสอบจากพจนานุกรมทุกครั้ง
               11. การใช้คำย่อ ควรเขียนคำเต็มกำกับในการเขียนถึงครั้งแรก และสามารถเขียนเฉพาะคำย่อได้ในครั้งต่อ ๆ ไป
               12. ถ้ามีรูปประกอบที่ดี และเหมาะสมก็ควรใส่ด้วย
               13. ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การประชุมควรระบุจำนวนผู้เข้าร่วมด้วย
               14. ควรติดตามโครงการที่รับผิดชอบอยู่อย่างสม่ำเสมอ ว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่เสร็จสิ้นลงแล้ว หรือโครงการที่ทราบแน่ชัดว่าจะมีการทำกิจกรรมใด ๆ เกิดขึ้น ในช่วงหนึ่งช่วงใด เช่น มีการนำเสนอให้หน่วยงานหรือองค์กรอื่น ๆ พิจารณา ทั้งนี้เพื่อติดตามการนำไปใช้ประโยชน์และผลกระทบที่เกิดขึ้น และนำมาเสนอในรูปแบบของ RE ต่อไป โดยอาจบันทึกเตือนไว้ที่ปฏิทินในช่วงเดือนที่คาดว่าจะมีความเคลื่อนไหวของโครงการนั้น ๆ

ประเภทของ RE
               ปกติจะมีการจำแนกประเภท RE ตามลักษณะของการใช้ประโยชน์ ดังนี้
               1. การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สังคม การพัฒนา สิ่งแวดล้อม ชุมชนอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา เกษตรกรรม คุณภาพชีวิต
               2. การใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบาย ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สังคม การพัฒนา สิ่งแวดล้อม ชุมชนอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา เกษตรกรรม คุณภาพชีวิต
               3. การใช้ประโยชน์ในเชิงวิชาการ ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สังคม การพัฒนา สิ่งแวดล้อม ชุมชนอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา เกษตรกรรม คุณภาพชีวิต
               4. การใช้ประโยชน์ในเชิงพื้นที่ ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สังคม การพัฒนา สิ่งแวดล้อม ชุมชนอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา เกษตรกรรม คุณภาพชีวิต
               5. การใช้ประโยชน์ในเชิงสาธารณะ ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สังคม การพัฒนา สิ่งแวดล้อม ชุมชนอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา เกษตรกรรม คุณภาพชีวิต

               ส่วนของลักษณะที่พบบ่อย ๆ ในงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น คือ การใช้ประโยชน์ในเชิงพื้นที่และสาธารณะ สำหรับประเภทของ RE อาจปรับเปลี่ยนได้หรือมีนอกเหนือจากนี้ ขึ้นกับลักษณะการใช้ประโยชน์ที่เป็นจริงในพื้นที่


หน้าแรก

ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ห้องราชธรรมพิทักษ์ ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน 58000
Tel / Fax: 0-5361-4165, 0-6922-5539 E-mail : m_thananchai@hotmail.com