ลางเดือนกรกฎาคม กับวันหยุดยาวที่ทุกคนฝันใฝ่ ฟ้าฝนเหมือนจะรู้ ก็กระหน่ำเทลงมา บรรยากาศก็เลยเหมาะแก่การพักผ่อนอยู่กับบ้าน แต่ด้วยภารกิจและจิตใจที่มุ่งมั่น วันที่ ๑๘ - ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๘ มีโอกาสเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการโดยการชักชวนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สำนักงานภาค เพื่อเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน ภาคเหนือ ที่เป็นกลุ่มโครงการวิจัย ที่ได้รับ
สนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สำนักงานภาค(สกว.) ส่วนหนึ่งเป็นนักวิจัยชาวบ้าน จากหลายๆจังหวัด และเป็นนักวิชาการ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง ผู้จัดเลือกสถานที่ที่ เชียงดาว หลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมาที่อำเภอนี้ยังไม่เคยสัมผัส ไม่เคยทราบรายละเอียดบางอย่างกับอำเภอนี้เลย
               วันเวลาของนักเดินทางมักถูกหล่อหลอมด้วยความรับรู้เก่าๆซึ่งเปรียบเสมือนน้ำที่หล่อเลี้ยงที่ดีของชีวิต มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติไม่มากนักที่สามารถดึงความรู้สึกเดิมๆให้หวนกลับมาด้วยความหวานชื่น มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติไม่กี่แห่งที่ทำให้เราต้องเดินทางย้อนกลับมาหลายครั้งในช่วงของชีวิต หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่ว่านั้น คือ ดอยหลวงเชียงดาว
               ผมกับสุเมธ แซ่หย่าง หน่มใหญ่จีนยูนาน(ผู้ช่วยนักวิจัยโครงการท่องเที่ยวรุ่งอรุณ) ขับรถออกจากเมืองปายในเช้าตรู่ในวันที่ ๑๘ อากาศยามเช้าที่เชียงดาว สดชื่น เย็นสบายเหมือนกับอากาศที่เมืองปาย เคยมาที่นี่หลายครั้งก็รู้สึกคุ้นเคย เชียงดาวเป็นอำเภอเล็กๆ ที่มีถ้ำเชียงดาวเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เลื่องชื่อ และดอยหลวงเชียงดาว ซึ่งถือว่าเป็นยอดเขาหินปูนที่สูงที่สุดในประเทศไทย ด้วยความสูงที่เกิน ๒,๒๒๕ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง พื้นที่ดอยหลวงเชียงดาว เป็นความลี้ลับอยู่
 

นานทีเดียวก่อนที่จะได้รับการประกาศให้เป็นพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๘ ซึ่งดูเหมือนว่า บทเริ่มต้นของการเดินทางขึ้นดอยหลวงเชียงดาวเริ่มต้นที่ตรงนั้น

 

 

               ดอยหลวงเชียงดาว มีลักษณะเป็นเทือกเขาหินปูน ซึ่งเกิดจาการทับถมของซากสัตว์ต่างๆใต้ท้องทะเลจนมีสภาพเป็นหิน เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกยกตัวขึ้นมาจึงกลายเป็นภูเขา เรียกว่า ยุคเพอร์เมียน มีอายุราว ๒๓๐,๒๕๐ ล้านปีมาแล้ว จะว่าไปก็ก่อนยุคไดโนเสาร์ เสียอีก เราพบเทือกเขาหินปูนลักษณะที่ว่านี้ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ในบ้านเรา แต่ไม่มียอดเขาใดมีความโดดเด่นเท่าดอยหลวงเชียงดาว ที่นี่จึงเกิดปรากฏการณ์ของการเกิดสิ่งมีชีวิต พืช ธรรมชาติที่เป็นรูปแบบเฉพาะ มีการเติบโตของพืชในสังคมกึ่งอัลไพน์ มีความสวยงามที่เฉพาะตัว ว่ากันว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งเลยที่เดียว
               ผมเคยทำงานศึกษา วิจัยร่วมกับพี่น้องเผ่าลีซูที่แม่ฮ่องสอน ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือเรื่อง "ผี" ที่เกี่ยวข้องเชิงอำนาจในวัฒนธรรมลีซู "เจียลาวสื่อผ่า" เป็นชื่อเรียกผีที่มีอำนาจประเภทหนึ่ง ชาวลีซูเชื่อกันว่า ผีใหญ่ของพวกเขาสถิตอยู่ที่ดอยหลวงเชียงดาวนี่เอง คำว่า "เจียลาว" คือ "เชียงดาว"

               "เจียลาว สื่อผ่า" คือ ผีเจ้าป่าที่อยู่บนดอยเชียงดาว ชาวลีซูที่แม่ฮ่องสอนให้ความเคารพนับถือ ปกติไม่ต้องเซ่นไหว้ เว้นแต่หากเกิดโรคระบาด หรือผลผลิตเสียหายในวงกว้าง จึงจะทำพิธีเซ่นไหว้ ชาวลีซูจะสร้างศาลผีนี้ไว้ด้านหลังอาปาหมุฮี (ศาลผีประจำหมู่บ้าน ที่หมู่บ้านลีซูทุกหมู่บ้านต้องมี) ดอยหลวงเชียงดาว จึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชนเผ่า นอกจากความเชื่อเรื่องเจ้าหลวงคำแดงซึ่งโปรดปรานการล่าสัตว์ในเขตผืนป่าแห่งนี้ จนเกิดเป็นเรื่องราวเล่าขานของตำนานความรักของเจ้าหลวงคำแดงและแม่นางอินทร์เหลา ที่นี่ถือว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่สิงสถิตของเหล่าเทพเทวดาที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ ตามความเชื่อดั้งเดิม จึงมีสภาพเป็นอีกโลกหนึ่งที่ยากนักที่ผู้คนจะเดินทางไปถึงในยุคสมัยนั้น จึงขนานนามเทือกเขานี้ว่า เปียงดาว ซึ่งหมายถึงยอดเขาที่มีความสูงเทียมดาว ต่อมาเรียกเพี้ยนว่า เพียงดาว และ เชียงดาว ในที่สุด
               รถของเรามาจอดอยู่ที่ หน้าถ้ำเชียงดาวอันเป็นสถานที่นัดพบ ยังไม่มีใครมาถึงเลย เป็นอันว่าเรามาถึงก่อนคนอื่น ถือโอกาสเดินสำรวจพื้นที่รอบๆวัดถ้ำเชียงดาว มีแผงขายสมุนไพรทั้งสด และแปรรูป มากมายกระจายทั่วลานหน้าวัด เป็นสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ และภูมิปัญญาในการดูแลสุขภาพของคนล้านนาแถบนี้ แม่ค้าหน้าขาว คาบสูบบุหรี่ขี้โย เชิญชวนให้เข้ามาดูสมุนไพรในร้านของเธอ "บ่ซื้อ ก่อบ่เป๋นหยังเจ้า....มาผ่อ มะดายก็ได้" เสียงแจ้วๆกับสำเนียงที่คุ้นเคย ทำให้ผมกับสุเมธ เดินเข้าไปดูสมุนไพรที่หลากชนิด แม่ค้าใช้มือคีบบุหรี่ขี้โย ออกมาวางที่พื้นไม้กระดานก่อนที่จะให้ความรู้เรื่องสมุนไพรอย่างคล่องแคล่ว ท่าทีที่เป็นกันเองและการเสนอสินค้าที่เป็นธรรมชาติแบบนี้ทำให้พวกเราอดไม่ได้ที่จะอุดหนุนสมุนไพร แปรรูปติดไม้ติดมือ รูปแบบการเสนอขายแบบนี้ ผมอยากให้ชาวบ้านในทีมวิจัยท่องเที่ยวมาเห็น และเรียนรู้วิธีการแบบนี้ ผมคิดว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่หาได้ไม่ยากจากคนในท้องถิ่น
               สักครู่ใหญ่ ทีมงานจากต่างสถานที่เริ่มเดินทางมาสมทบจนเกือบครบ พวกเราถูกเชิญชวนมาที่ร้านคุณแกละ แปดริ้ว หรือคุณปรีชา จักษุ หนึ่งในทีมวิจัย เพื่อแนะนำตัวทำความรู้จักกัน เราใช้เวลาตรงนี้ก่อนที่จะเดินทางไปรอบๆวัดถ้ำเชียงดาว โดยมีคุณแกละเป็นผู้บรรยายรายละเอียดของสถานที่ให้ทีมงานฟัง พวกเรากลุ่มใหญ่เดินเข้าถ้ำเชียงดาวและบางกลุ่มรออยู่นอกถ้ำ ถึงเวลาอาหารกลางวันกระเพาะอาหารมันฟ้อง ทีมงานจึงเดินทางออกมาไปรับประทานอาหารที่ร้านคุณแกละ แปดริ้ว อิ่มหนำกันแล้ว พวกเราใช้ศาลาวัดถ้ำเชียงดาว เป็นสถานที่ล้อมวงคุยกัน
               ทีมวิจัยที่เชียงดาว ซึ่งนำโดยคุณอรุณ อุลัย หัวหน้าโครงการวิจัยการท่องเที่ยวฯดอยหลวงเชียงดาว เลือกทำงานวิจัยที่พยายามตอบโจทย์ของการท่องเที่ยวในชุมชนที่ว่า "จะมีวิธีการจัดการท่องเที่ยวที่เหมาะสมอย่างไร สำหรับ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศดอยหลวงเชียงดาว" กระบวนการงานวิจัยได้จึงเริ่มต้นขึ้น พร้อมกัยศักยภาพที่เต็มเปี่ยมของคนวิจัยที่เชียงดาว คุณอรุณ พูดถึงเรื่องราวงานวิจัยโดยคร่าวๆให้รับฟัง ก่อนที่จะทำความรู้จักกับโครงการวิจัยที่มาจากหลายๆสถานที่ โดยย่อ ด้วยเวลาที่จำกัด เพราะพวกเราต้องเดินทางไปที่บ้านนาเลาใหม่ เพื่อไปสัมผัสดอยหลวงเชียงดาวใกล้อีกนิดหนึ่ง
               เส้นทางเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวที่ได้รับอนุญาตมีสองเส้นทางคือเส้นทางหน่วยฯเด่นหญ้าขัด หรือขุนห้วยกอก กับเส้นทางปางวัว หรือบ้านลีซอนาเลาใหม่สายเด่นหญ้าขัด เป็นเส้นทางที่เดินสบายกว่าเส้นทางสายอื่นๆ ใช้เวลาเดินทางประมาณ๕-๖ ชม. การที่จะไปเริ่มต้นเดินที่หน่วยเด่นหญ้าขัดต้องติดต่อเช่ารถท้องถิ่นให้ขึ้นไปส่งที่หน่วยฯ จากนั้นจึงเริ่มเดินเท้าเข้าสู่ป่า ผ่านป่าสนตัดลงสู่ทุ่งหญ้าในอ่างสลุง เดินไปเรื่อยๆ ก็จะถึงตีนดอยหลวงเชียงดาว หากเดินไปแยกผิดทางก็จะลงไปยังหมู่บ้านนาเลา ท่านไม่ต้องกลัวหลงทางเพราะต่อจากนี้ไปทุกคณะที่จะขึ้นดอยหลวงเชียงดาวจะต้องมีคนนำทางนำขึ้นไปเพราะนี่เป็นกฏของทางเขตฯ เพื่อต้องการให้ชาวบ้านมีรายได้ เส้นทางสายเด่นหญ้าขัดเป็นเส้นทางที่นักท่องเที่ยวนิยมใช้เดินกันมากที่สุดเพราะไม่โหด เส้นทางที่สองสายนาเลา เส้นทางนี้แต่ก่อนนั้นเคยมีนักท่องเที่ยวใช้กันบ้างแต่น้อย สาเหตุที่คนใช้เส้นทางนี้กันน้อยเพราะว่าถนนที่รถจะขึ้นมาส่งยังจุดเริ่มเดินเป็นทางลูกรังที่เละเป็นหล่ม ทำให้ยากต่อการเดินทาง วันนี้เส้นทางสายนาเลาเป็นเส้นทางสะดวกที่นักท่องเที่ยวใช้ขึ้นดอยหลวงเพราะทางลูกรังที่ว่าได้เปลี่ยนไปเป็นถนนคอนกรีตแล้ว และที่ทางเก่าสายนี้ก็กำลังจะปิดอีกแล้วเพราะทางเขตฯ ได้เปิดเส้นทางใหม่โดยเริ่มจากหมู่บ้านชาวเขาเพื่อที่จะกระจายรายได้ไปยังชุมชน
               พวกเราเดินทางไต่ความสูงเลียบเลาะดอยหลวงเชียงดาวเรื่อยๆตามทางคอนกรีตขนาดพอดีรถ ทางที่สูงชันและวิวธรรมชาติป่าฤดูที่เขียวสด ทำให้เพิ่มรสชาติให้การเดินทางตลอดเส้นทาง ทีมงานได้หยุดรถระหว่างทางเพื่อชมวิวดอยหลวงเชียงดาว เป็นอีกมุมหนึ่งชึ่งที่สวย สามารถมองเห็นดอยได้ชัดเจน ถนัดตา คนบางคนบอกว่า ที่บ้านนาเลาใหม่ ก็มีมุมชมวิวที่สวยไม่แพ้กับจุดนี้ และยังมีจุดพักแบบโฮมสเตย์ ศึกษาวิถีชีวิตลีซูบ้านนาเลาใหม่อีกด้วย ไม่นานรถของเราก็ถึงบ้านนาเลาใหม่ สภาพทั่วไป เหมือนชุมชนชาวลีซูที่ผมคุ้นเคย แต่วิวทิวเขาที่อยู่ข้างหน้า สวยงามและยิ่งใหญ่ เขาว่ากันว่า จุดชมวิวที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งอยู่ที่บ้านนาเลานี่เอง ข้อนี้ผมไม่เถียง คุณอรุณ และเจ้าของที่พักได้เล่าความเป็นมาของที่พักและประวัติของบ้านนาเลาใหม่คร่าวๆ ให้กับพวกเราผู้มาเยือน ผมยืนสูดอากาศและเก็บความงามของบรรยากาศอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะเดินทางกลับลงมายัง โครงการจัดการลุ่มน้ำปิงตอนบน ซึ่งเป็นที่พักและที่ประชุมในคืนนี้และวันรุ่งขึ้น
               สิ่งที่ได้รับจากการเข้ามาร่วมประชุมครั้งนี้ก็ได้เรียนรู้กระบวนการ พร้อมทั้งจุดแข็ง และอุปสรรคของแต่ละ"ชุมชนวิจัยท่องเที่ยว" โครงการวิจัยที่กำลังดำเนินการอยู่ในแถบภาคเหนือของไทย การเสวนากับนักวิชาการและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยก็ได้องค์ความรู้ที่หลากหลาย ตามความเชี่ยวชาญทางด้านวิชาการ และมุมมอง พร้อมเติมประสบการณ์ ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เพื่อนำไปปรับใช้กับการจัดการท่องเที่ยวของแต่ละพื้นที่ สิ่งหนึ่งที่ยังอยู่ในความทรงจำก็คือ มนต์เสน่ห์ของดอยหลวงเชียงดาว ที่ทุกคนฝันว่าอยากจะมาเยือนสักครา ช่วงเวลาเพียง ๒ วัน ๑ คืน ก็ได้รับความรู้และประสบการณ์ที่มากมาย คุ้มค่าและเติมเต็มสิ่งที่ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะกำลังใจที่จะพัฒนางานเพื่อสังคมต่อไป
               ได้คุยกับอาจารย์ ฐิติ ฐิติจำเริญพร อาจารย์จากมหาวิทยาลัยพายัพ เกี่ยวกับ งานวิจัยของอาจารย์ที่จะประเมินความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว อยู่ในระหว่างการเลือกสรรพื้นที่การวิจัย ทราบว่า มีที่เชียงใหม่ และที่แม่ฮ่องสอนด้วย ทั้งนี้เพื่อการนำผลของการวิจัยไปตอบโจทย์บางอย่างและเป็นข้อมูลในการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน

               เสวนาเรื่องที่น่าสนใจร่วมกันกับอาจารย์เกศรา ใจจันทร์ จากภาควิชาการจัดการ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยพายัพ หนึ่งในผู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวที ได้พูดคุยเกี่ยวกับงานที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะปัญหาตามแนวชายแดนที่มีลักษณะปัญหาที่เฉพาะที่คล้ายกัน (อาจารย์ทำงานวิจัยที่ อ.เวียงแหง เชียงใหม่) การแลกเปลี่ยนทำให้รู้ว่าอาจารย์กำลังจะศึกษา วิจัยกับชนเผ่า และมีปัญหาที่คล้ายคลึงกับแม่ฮ่องสอน จึงเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจในการคุยกัน อาจารย์ฝากเรื่อง การทำการตลาดการท่องเที่ยวโดยชุมชน หากทางแม่ฮ่องสอนต้องการที่เสริมงานตรงนี้เพื่อพัฒนางานท่องเที่ยวอาจารย์ยินดีที่จะมาช่วยเป็นที่ปรึกษา

               อาจารย์จิตศักดิ์ พุฒจร (นักวิชาการด้านการท่องเที่ยว)หรือพวกเราเรียกว่า อาจารย์ปอ ได้เสนอการประเมินการท่องเที่ยวห้วงที่ ๓ ของแม่ฮ่องสอน โดยภายใต้ชื่อ ยูนนานทริป เปิดประตูไทย ยูนาน คาดว่าช่วงปลายฝนต้นหนาวปีนี้น่าจะเกิดกิจกรรมการทดลองท่องเที่ยวขึ้น ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการศึกษาวิจัยประเด็นการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในหลายๆพื้นที่ ที่แม่ฮ่องสอน

               ความรู้สึกส่วนหนึ่งที่ถือว่า เป็นความรู้สึกที่เติมเต็มในสิ่งที่ขาดหายระหว่างทาง ก็คือ กำลังใจ ที่อบอุ่นของคนทำงานเพื่อท้องถิ่น หลากความรู้สึกได้ถ่ายทอดถึงกันและกัน ช่วยกันสานต่อความฝันของชุมชนด้วยกระบวนงานวิจัยและพัฒนา

 

ขอขอบคุณ

               O สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (ส่วนของการท่องเที่ยวโดยชุมชน) สกว.ภาค ที่ให้โอกาส สนับสนุนงบประมาณ และทีมงานที่น่ารัก ที่ผลักดันให้เกิดเวทีดังกล่าวเป็นครั้งที่ ๓
               
O ทีมงานวิจัยท่องเที่ยวที่เชียงดาว คุณอรุณ อุลัย พร้อมด้วยทีมงานวิจัย

 

 


 


หน้าแรก

ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ห้องราชธรรมพิทักษ์ ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน 58000
Tel / Fax: 0-5361-4165, 0-6922-5539 E-mail : m_thananchai@hotmail.com