งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น กับ แผนที่ทางสังคม
อรุณี เวียงแสง / ศุภณัฐ มาเมือง
ตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มมีการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ ( พ.ศ.๒๕๐๕-๒๕๐๙) เรื่อยมาจนถึงแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ ๘ (พ.ศ.๒๕๔๐-๒๕๔๔) ซึ่งเป็นฉบับที่เสมือนจุดเปลี่ยนสำคัญของการวางแผนพัฒนาประเทศและเป็นแผนปฏิรูปความคิดและคุณค่าใหม่ของ สังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม และมุ่งให้ คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา และใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือช่วยพัฒนา ให้คนมี ความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแบบแยกส่วนมาเป็นบูรณาการแบบองค์รวม เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และในขณะที่สถานการณ์ทางนโยบายและสังคมในปัจจุบันมีความเป็นพลวัตรค่อนข้างสูง อีกทั้งการมุ่งมั่นทำงานท่ามกลางความคาด
หวังที่มี อยู่รายรอบ ไม่ว่าจากระดับนโยบาย สังคม ภาคี ชุมชน ทำให้แต่ละองค์กรต้องสร้างสรรค์งานของตนที่ทำอยู่ให้ตอบสนองต่อ
ยุทธศาสตร์ขององค์กรและ ไปให้ถึงเป้าหมาย ให้มากที่สุด
งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น เป็นอีกงานหนึ่งที่มีเป้าหมายและยุทธศาสตร์เป็นของตนเอง เป็นงานวิจัยแบบใหม่ที่ไม่เน้นการตีพิมพ์บทความทางวิชาการหรือเอกสารรายงาน โดยมุ่งหวังที่จะใช้กระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นเครื่องมือเพื่อให้ “คน” ในชุมชนเข้ามาร่วมตั้งแต่การเริ่มคิด การตั้งคำถาม การวางแผน และค้นหาคำตอบอย่างเป็นระบบโดยเรียนรู้จากการปฏิบัติการจริง มีกระบวนการศึกษาเรียนรู้อย่างเป็นเหตุเป็นผล อันทำให้คนหรือกลุ่มคนรวมทั้งชุมชนได้เรียนรู้ สร้างผลงาน มีความเก่งขึ้นในการแก้ปัญหาของตนเอง และสามารถใช้กระบวนการนี้ในการแก้ไขปัญหาอื่นๆ ในท้องถิ่นของตน
ชุมชนหรือพื้นที่ที่งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นลงไปขับเคลื่อนงาน นอกจากผลงานในเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้น ยังเกิดกลุ่มคนทำงานที่หลากหลาย ทั้งในลักษณะของปัจเจก กลุ่ม เครือข่าย จนเรียกได้ว่าเป็นทรัพยากรบุคคล ซึ่งทรัพยากรบุคลเหล่านี้กระจัดกระจายกันไป หลายคนหลายกลุ่มพัฒนาไปเป็นวิทยากร เป็นผู้รู้ แต่อีกหลายคนหลายกลุ่มที่มีศักยภาพแต่ไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึงมากนัก เมื่อเล็งเห็นว่าคนเป็นทรัพยากรที่สำคัญและเราเน้นคนเป็นจุดศูนย์กลางของการพัฒนา จึงจำเป็นต้องยกระดับกลุ่มคนเหล่านี้ขึ้น ให้เห็นถึงการเชื่อมร้อยตั้งแต่ปัจเจก กลุ่ม เครือข่าย ไปจนถึงองค์กร และเหนือองค์กร ทั้งในและนอกพื้นที่ เพื่อที่จะใช้เป็นฐานข้อมูลในการที่จะเชื่อมร้อยงานที่ทำ และในการที่จะได้มาซึ่งข้อมูลเหล่านี้นั้นสามารถทำได้หลายวิธี มีเครื่องมือที่หลากหลาย แล้วแต่ความต้องการของผู้ใช้ แต่เครื่องมือหนึ่งที่กำลังเริ่มได้รับความนิยมในตอนนี้ก็คือ การทำแผนที่ทางสังคม (Social Mapping)
ถ้าถามว่าการทำแผนที่ทางสังคมเกี่ยวอะไรกับงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น อาจจะต้องมองตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ที่มีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตมาจาก อดีต จนถึงปัจจุบัน ซึ่งล้วนผูกพันกับลักษณะการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของเมืองและชุมชนต่างๆ แทบทั้งสิ้น ประกอบกับการพัฒนาประเทศในช่วงที่ผ่านมา ได้มุ่งเน้น และให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ทำให้รากฐานเดิมที่เคยมีเคยเป็นในอดีตอ่อนแอลงโดยเฉพาะ ด้านเกษตร ขณะที่ลัทธิบริโภคนิยมก็ขยายตัวขึ้น แต่ก็มิอาจปฎิเสธได้ว่าพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของเมืองและชนบทมีความสัมพันธ์กัน เกี่ยวข้องกัน มาตลอด ในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะในยุคที่การสื่อสารไร้พรมแดนเช่นปัจจุบัน ภาวะการณ์ที่เกิดขึ้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คนทำงานทางสังคมอย่างเช่น
คนทำงานวิจัยท้องถิ่น พี่เลี้ยงนักวิจัย เจ้าหน้าที่ส่วนงานต่างๆ นักวิจัยท้องถิ่น รวมถึงตัวชุมชนเอง จะต้องมีเครื่องมือในการทำงาน
ที่จะนำไปสู่การเสริมพลังชุมชน (Empowerment) ให้ดำรงอยู่ในสภาพที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา
การดำเนินโครงการใดๆ ก็ตามในท้องถิ่น การค้นหาทุนทางสังคมของพื้นที่ มีความสำคัญมากในฐานะที่ทุนทางสังคมเปรียบเสมือนเข็มทิศในการวางตำแหน่ง ของโครงการได้อย่างถูกจังหวะและโอกาส รวมทั้งเป็นเสมือนการช่วยทำให้เป้าหมายของโครงการมีตวามชัดเจนมากขึ้น แผนที่ทางสังคมเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยง สถานการณ์ทางสังคม เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคน กลุ่มคน องค์กรต่างๆ เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ สร้างการมีส่วนร่วม และนำไปสู่การขับเคลื่อนทางสังคม (Social Movement) ซึ่งเป็นฐานในการปฎิบัติงานที่เชื่อมโยงกับงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
หากจะถามต่อว่าได้อะไรหากทำแผนที่ทางสังคม ก็ต้องมองไปที่กระบวนการในการทำแผนที่ทางสังคมนั้นตั้งอยู่บนหลักการค้นหา“ทุน”ผ่านความสัมพันธ์ของผู้คนและ เชื่อมโยงสถานการณ์ในพื้นที่สู่
การวิเคราะห ์ กระบวนการเรียนรู้ การมีส่วนร่วมของชุมชน พลังทางสังคม ทุนทางสังคม และการขับเคลื่อนสังคมในพื้นที่ โดยผ่านการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารที่ผู้มีส่วน เกี่ยวข้องจะนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งก่อให้เกิดการเห็นตัวตน การมองเห็นศักยภาพเกิดความสัมพันธ์ใหม่ที่ไว้วางใจกัน เห็นโอกาสในการสร้างคนให้เกิดจิตสำนึก สร้างความตื่นตัวในการร่วมมือกันทำงานแบบมีส่วนร่วม เกิดกลไกการจัดการทางสังคมรวมถึงการปรับเปลี่ยน วิธีคิดและ กระบวนทัศน์ในการมองโลกมองชีวิตด้วย ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเป้าหมายของการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นทั้งสิ้น
สำหรับรูปแบบวิธีการจัดทำแผนที่ทางสังคม นั้นไม่มีวิธีการและรูปแบบที่ตายตัวมักขึ้นอยู่กับทุนที่มีอยู่ของผู้ที่สนใจจะใช้เครื่องมือแผนที่ทางสังคม ในการมาเสริมกระบวน การทำงาน ถ้าหากมองกลับเข้ามาที่คนทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น พี่เลี้ยงนักวิจัยในพื้นที่ ก็คงจะต้องเริ่มจากทีมวิจัยที่คุ้นเคยกันอยู่แล้วหรือชุมชนที่ใกล้ชิดกับทีมงาน หน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่เดิม แล้วสร้างวงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การเรียนรู้การจัดทำและการใช้ประโยชน์จากแผนที่ทางสังคมของชุมชน องค์กร หน่วยงานต่างๆ เหล่านั้น แต่หากไม่มีพื้นที่หรือไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ อยู่เลยก็คงต้องเริ่มจากการค้นหาข้อมูลเบื้องต้นของพื้นที่ปฎิบัติการว่ามีผู้คน กลุ่มคน หน่วยงาน องค์กรต่างๆ ว่า มีใคร องค์กรไหน ทำอะไร กับใคร ที่ไหน อย่างไร กันบ้าง ซึ่งการค้นหาข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้อาจใช้การลงพื้นที่ไปพูดคุยกับแกนนำในกลุ่มต่างๆ เพื่อทำความรู้จัก
สร้างความสัมพันธ์ สร้างความไว้วางใจกัน ซึ่งจะทำให้เห็นตัวคนที่จะชักชวนมาพูดคุยกันต่อไปรวมถึงได้เส้นสายสัมพันธ์ของคน กลุ่มคน หน่วยงานองค์กรด้วย หลังจากนั้นอาจจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการร่วมกันกำหนดเรียนรู้การจัดทำและ การใช้ประโยชน์ จากแผนที่ทางสังคม ในระดับพื้นที่ปฏิบัติการ ซึ่งจะก่อให้เกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้ เห็นทุนทางสังคมร่วมกันและเกิดพลังทางสังคมขึ้นได้ ในส่วนของ วิธีการจำเป็นต้องกำหนดรูปแบบในการนำแผนที่ทางสังคมไปใช้ ตั้งแต่วัตถุประสงค์
เป้าหมายการนำไปใช้ เช่น ใครทำ ทำอย่างไร เครื่องมือ แหล่งข้อมูล ผู้มีส่วนร่วม ใครเป็นผู้ใช้ นำเสนอในรูปแบบไหน เป็นต้น
สิ่งสำคัญในการจัดทำแผนที่ทางสังคมที่จะก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีได้นั้น ผู้ดำเนินการจะต้องให้ความสำคัญในประเด็นหลักๆ เช่น การสร้างความสัมพันธ์แนวราบ อาทิ การใช้ความสัมพันธ์แบบพี่น้อง ญาติสนิท เพื่อน ฯลฯ หรือสร้างการมีส่วนร่วมโดยประสานภาคีทำงานในพื้นที่ การสร้างความไว้วางใจกันในการทำงาน รวมทั้งการมองสิ่งต่างๆ อย่างองค์รวมและเห็นประโยชน์ร่วมกัน
แผนที่ทางสังคมถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ใหม่ของคน กลุ่มคน หน่วยงานองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ ที่ได้มามีส่วนร่วมในการเรียนรู้การจัดทำ แผนที่ ทางสังคม การทำความรู้จักกันและกันอาจจะนำไปสู่การแบ่งปันข้อมูล แนวคิด วิธีการทำงานและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ ดังนั้นหากเราเป็นส่วนหนึ่ง ของการขับ เคลื่อนการจัดทำแผนที่ทางสังคมในพื้นที่ปฎิบัติการ ก็จะมีโอกาสได้ทำความรู้จักและแบ่งปันข้อมูล แนวคิดและวิธีการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นไปยังผู้เกี่ยวข้องเหล่านั้น และเห็นเส้นสายความสัมพันธ์ในชุมชนที่จะเป็นประโยชน์ต่อการค้นหาพื้นที่วิจัย นักวิจัย ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การพัฒนาในระดับ พื้นที่ได้อย่างสอดคล้องและเหมาะสม
|